หากไม่มีข่าวสงครามยึดพื้นสื่อหลักและสื่อโซเชียล เชื่อว่าข่าวที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ถูกกล่าวหาว่าจัดเลือกตั้งไม่สุจริต นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลหลายคดี คงจะกลายเป็นข่าวใหญ่เพราะมีประเด็นคาใจสังคมในหลากหลายประเด็น อาทิ ซื้อเสียงโจ่งแจ้ง บัตรมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดที่ชวนสงสัย และบัตรเขย่งมีกว่า3แสนใบ แต่กกต.สรุปว่ามีเพียง 3 ใบ เป็นต้น

แต่ที่ประหลาดใจที่สุดคงจะเป็นกรณีที่กกต.บุกกองปราบปราม แจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการ นักการเมือง และสื่อมวลชน กล่าวหาหลายกระทง ทั้งที่อดีตนับแต่กกต.จัดตั้ง ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงปัจจุบันไม่เคยเกิดปรากฏการณ์กกต.แจ้งความเอาผิดกับผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งเลย แม้จะถูกผู้สังเกตการณ์กล่าวหา กกต.เลือกที่จะชี้แจงจนกระจ่าง
หลังเข้าแจ้งความเกิดเสียงวิจารณ์เป็นวงกว้าง อาทิ ต้องการปิดปาก ต้องการเบรกเกมไม่ให้กระแสกล่าวหาทุจริตถูกจุดติด เพราะผลการเลือกตั้งตรงใจกลุ่มผู้กุมอำนาจแล้ว เป็นต้น แต่ในแวดวงสีกากีโดยเฉพาะอดีตพนักงานสอบสวนหลายคนและอดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่างมองว่ากกต.ได้ยัดเผือกร้อนใส่มือตำรวจเรียบร้อยแล้ว ถ้าพนักงานสอบสวนเจ้าของคดียกการ์ดไม่สูงพอมีโอกาสกลายเป็นคู่ขัดแย้งแทนกกต.ได้
ถ้าวิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีพบว่าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ รองเลขาธิการกกต.เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ 6 บุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด ในการออกเสียงใหม่ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กล่าวหา 6 กระทง มีข้อหาอั้งยี่รวมอยู่ด้วย
หลังแจ้งความตัวแทนกกต.เดินทางกลับทันทีโดยไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด สร้างความงุนงงให้สื่อมวลชนที่รอทำข่าว ทำให้เกิดคาดเดากันว่าทั้ง 6 คนมีใครบ้าง จนนายพริษฐ์วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าพบพนักงานสอบสวน ขอทราบรายละเอียดพร้อมลงบันทึกประจำวัน
ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกกต.พร้อมด้วยนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดิโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B.Marketing In เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่ตัวแทนกกต.เข้าแจ้งความซึ่งนายสมชัยระบุว่ามาเพื่อยื่นหนังสือให้กองปราบปราม ตอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ 3 ประเด็น 1.ขอทราบว่าทั้ง 6 คนเป็นใครบ้าง แต่ละคนโดนข้อหาอะไร ที่ผ่านมาทราบจากสื่อมวลชนเท่านั้น 2.ขอคัดสำเนาคำร้องทุกข์ และ3.ขอให้กองปราบยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ได้เปิดเผยรายชื่อทั้ง 6 คน เพราะหลังแจ้งความมีข่าวปรากฏตามสื่อระบุรายชื่อและข้อหาชัดเจน
“ทางพนักงานสอบสวนยืนยันด้วยวาจาว่าไม่ได้หลุดจากฝ่ายตำรวจ ทำให้เห็นว่าข้อมูลมาจากฝ่ายผู้แจ้งความ แต่คณะผู้เข้ายื่นหนังสือให้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต หากพบว่าการเปิดข้อมูลทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและการทำงานของผู้ถูกพาดพิง พิจารณาใช้สิทธิ์ดำเนินคดี”นายสมชัยระบุและว่าจะตั้งกองทุนสู้กกต.เพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมาย
ครั้นมาส่องถึงบรรยากาศระหว่านายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.พร้อมทนายความเข้าในปากคำเพิ่มเติม จะพบว่าหลังให้ปากคำบอกกับผู้สื่อข่าวว่ามากับทนายความแล้วเดินทางกลับทันที
ขณะที่พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.)บอกว่ามาให้ปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากวันแจ้งความเอกสารยังไม่ครบและยังไม่แจ้งข้อหากับบุคคลใด เนื่องจากพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้กล่าวหาและรอสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก่อน
ถ้าดูตามบริบทของแต่ละฝ่ายแล้วล้วนตั้งการ์ดสูง โดยเฉพาะกกต.ระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่สงสัยจะอยู่ในข่ายถูกกล่าวหาเปิดเกมรุกบุกพบพนักงานสอบสวนเพื่อข้อทราบข้อเท็จจริงพร้อมให้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรหวังจะใช้เป็นหลักฐานสู้กลับกกต. แถมตั้งกองทุนสู้กกต.เรียบร้อยแล้ว
โดยมีคณะกรรมการระดับอินฟูเอนเซอร์ประกอบด้วย นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการiLaw นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการเครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย และนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
จึงพอชี้แนวโน้มได้ว่าศึกนี้คงสู้กันยาวโดยมีตำรวจอยู่ระหว่างกลาง คอยรับเผือกร้อนจากทั้งสองฝ่าย ถ้ายกการ์ดไม่สูงมีโอกาสพลาดพลั้งกลายเป็นคู่ขัดแย้งแทนกกต.ได้ ซึ่งผบช.ก.ต้องวางจังหวะก้าวการสอบสวนแต่ละฝ่ายให้รัดกุม กำหนดประเด็นให้ข่าวแบบชัดเจนเพื่อไม่ให้นำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อห้ำหั่นกัน
ดังนั้นเพื่อไม่ให้องค์กรตำรวจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ถูกสังคมคาใจยุติปมคดีเขากระโดง ต้องยกการ์ดสูงๆเข้าไว้ !!!


