กรุงเทพฯ, วันที่ 12 มี.ค. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.)และ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปชก.สตม. และ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./เลขานุการ ศปชก.สตม., นายปวิช พันวิไล ผอ.กองคดี 1 ปปง., และ เจ้าหน้าที่ ศปชก.สตม. ร่วมกับชมรมป้องกันการทุจริตบัตรเครดิต ทำการสืบสวนกรณีกลุ่มคนร้ายหลอกลวงเอาข้อมูลบัตรเครดิต (Phishing) ของผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติ จากนั้นนำข้อมูลบัตรเครดิตไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น ทองคำ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน โดยใช้บ้านแห่งหนึ่งบริเวณซอยพระยาสุเรนทร์ เขตบางชัน ในการกระทำความผิด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติค้นต่อศาลอาญามีนบุรี จากการตรวจค้นสามารถขยายผลไปยังตัวการที่กระทำความผิดและบ้านที่ใช้กระทำความผิดได้เพิ่มเติม คือ MR.YUPENG (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน พร้อมพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิด เช่น โทรศัพท์มือถือที่ใช้รับข้อมูลบัตรเครดิต, โทรศัพท์มือถือที่ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตสั่งซื้อสินค้ากว่า 70 เครื่อง, ทองคำ 21 บาท, เงินสกุลดิจิทัล 264,179 USDT, รถยนต์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าได้ใช้หรือได้มาจากการกระทำความผิด จึงได้ทำการจับกุมตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งได้รายงานการจับกุมความผิดมูลฐานให้กับ ปปง.

ภายหลังศาลอาญามีนบุรีพิพากษา ลงโทษจำคุก 2 ปี 30 เดือน จำเลย โดยไม่รอลงอาญา และ ปปง. ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินจำนวน 25 รายการ ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยวันนี้ สตม. ได้ส่งมอบทรัพย์สินทั้ง 25 รายการ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ต่อ ปปง. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจยึดทรัพย์สินเงินสกุลดิจิทัลจากผู้ต้องหาในรูปแบบ Software Wallet แบบไม่ยืนยันตัวตน (non-Custodial wallet) จนสามารถนำส่งให้กับ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายได้สำเร็จอีกด้วย

