ปอศ.ลุยคดี “แอ็คมี่ วรวัฒน์” หลอกลงทุนคริปโต เหยื่อ 61 ราย สูญ 76 ล้าน หนีออกนอกประเทศ เร่งอินเตอร์โพลออกหมายแดง

58

ปอศ.ลุยคดี “แอ็คมี่ วรวัฒน์” หลอกลงทุนคริปโต เหยื่อแห่แจ้งความ 61 ราย เสียหายพุ่ง 76 ล้าน ชี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่–ฉ้อโกงประชาชน พบหนีออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 67 เร่งขออินเตอร์โพลออกหมายแดง

วันที่ 10 มีนาคม ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี มีกลุ่มผู้เสียหาย เข้ามาแจ้งความดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี ที่หลอกลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิตอลและคริปโตเคอร์เรนซี ว่า เบื้องต้นพบคดีมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้ว 61 ราย โดยแต่ละคนลงทุนคนละ 1-2 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 76 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนกก.4 บก.ปอศ.ได้มีการเตรียมพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำ ผู้เสียหายไว้แล้ว เชื่อว่า น่าจะมีผู้เสียหายมากกว่านี้ และคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะเกินหลักร้อยล้าน

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่าเบื้องต้นคดีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการเชิญชวนให้ลงทุนได้ค่าตอบแทนมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นหลัก 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ ฉ้อโกงประชาชนด้วย ส่วนกรณีที่นายวรวัฒน์ มีการสร้างเหรียญดิจิตอล ACT ขึ้นมาเองนั้นมีความผิดหรือไม่

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จะต้องประสานไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพราะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเข้าข่ายความผิดดังกล่าวถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่ถ้าซื้อขายระหว่างบุคคลก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า ก.ล.ต. มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้อีก 2 คดีด้วยตั้งแต่เมื่อปี 2568 คดีแรกพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนไปให้อัยการ และมีการออกหมายจับนายวรวัฒน์แล้ว ส่วนอีกคดีคือการชักชวนให้ลงทุนในเว็บไซต์หนึ่ง โดยคดีนั้นมีผู้เสียหายประมาณ 40 คน มูลค่าความเสียหาย 10 ล้านบาท ขณะนั้นพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในทางสอบสวนเรายังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลอื่นด้วย เพราะเชื่อว่านายวรวัฒน์ ไม่ได้ทำคนเดียวเพราะยังมีบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายของนายวรวัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนภรรยาของนายวรวัฒน์ขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่าจากการตรวจสอบพบว่า นายวรวัฒน์นั้นเดินทางออกนอกประเทศ ไปตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เบื้องต้นเราได้ประสานข้อมูลการออกหมายจับในคดีเดิมเมื่อปี 2568 ไปที่ องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (interpol) แล้ว เพื่อให้ประสานขิออกหมายแดง

ส่วนกรณีที่ทำให้ผู้เสียหายบางรายที่ยังหลงเชื่อ ถึงแม้นายวรวัฒน์จะเคยมีหมายจับมาก่อนแล้วนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ผู้เสียหายหลายรายรู้ว่านายวรวัฒน์เคยมีหมายจับ แต่นายวรวัฒน์อ้างว่าเป็นหมายจับปลอม และมีรูปถ่ายกับบุคคลสำคัญทำให้ประชาชนหลงเชื่อมาลงทุน และยืนยันว่ารูปแบบการหลอกลวงตั้งแต่ปี 67 จนถึงปัจจุบันเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกันอีกด้วย

ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ระบุถึงเรื่อง digital Wallet ของนายวรวัฒน์ เบื้องต้นพบ หลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีเงินWallet ทั้งในไทย และต่างประเทศ แต่การที่จะอายัด digital Wallet ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะได้มีการดำเนินการต่อไป ซึ่งเท่าที่เห็นเงิน digital Wallet ของผู้ต้องหาในขณะเหลือจำนวนน้อย เพียงไม่ถึงหลักล้านบาท