“ศศิกานต์” จี้รัฐ เร่งแก้ปมสนามบินตรัง 4.4 พันล้าน หลังสะพานเทียบเครื่องบินยังใช้ไม่ได้ ชี้ปล่อยยืดเยื้อ ใต้ฝั่งอันดามันเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

94

กรุงเทพฯ, วันที่ 8 มี.ค. – นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาการเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินของท่าอากาศยานตรังโดยเร็ว หลังพบว่ายังไม่สามารถใช้งานได้จริง 100% ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสนามบินตรังได้รับวงเงินกว่า 4,400 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 เดิมตั้งเป้าเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2567 แต่จนถึงขณะนี้หลายส่วนยังไม่สามารถใช้งานได้ครบ โดยเฉพาะสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งกลายเป็นคอขวดสำคัญของสนามบิน

นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานตรังถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินสำคัญของภาคใต้ โดยอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ได้เปิดให้บริการแบบ Soft Opening เมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังจากโครงการล่าช้ามานานกว่า 4 ปี เนื่องจากผู้รับเหมาทิ้งงานและต้องดำเนินการจัดหาผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ

ปัจจุบันอาคารผู้โดยสารหลังใหม่มูลค่า 1,070 ล้านบาทได้เปิดใช้งานแล้ว แต่สะพานเทียบเครื่องบินซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของสนามบินสมัยใหม่กลับยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ผู้โดยสารยังต้องใช้การขึ้น–ลงเครื่องบินแบบภาคพื้น ส่งผลต่อความสะดวกสบาย และภาพลักษณ์ของสนามบินที่รัฐบาลตั้งใจยกระดับ ทั้งที่อาคารผู้โดยสารดังกล่าวถูกออกแบบให้รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1.7 ล้านคนต่อปี เพื่อยกระดับศักยภาพท่าอากาศยานตรังให้เป็นประตูการเดินทางของฝั่งอันดามัน ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการโครงการภาครัฐยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ มีรายงานจากพื้นที่ว่า ผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรังได้ชี้แจงว่า การเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินยังต้องรอขั้นตอนการอนุญาตจากหน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานมาตรฐานความปลอดภัยก่อน จึงยังไม่สามารถเปิดใช้ได้ทันที โดยอาจต้องรอให้มีการประกาศอนุญาตอย่างเป็นทางการและคาดว่าอาจเปิดใช้งานได้ในช่วงปลายปี 2569

อย่างไรก็ตาม รองโฆษก รทสช. มองว่า เหตุผลดังกล่าวยังไม่สามารถอธิบายความล่าช้าที่เกิดขึ้นได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากโครงการพัฒนาสนามบินตรังใช้เวลายืดเยื้อมาหลายปีและใช้งบประมาณจำนวนมากจากภาษีของประชาชน “เมื่อรัฐลงทุนหลายพันล้านบาท โครงสร้างพื้นฐานควรถูกวางแผนให้สามารถใช้งานได้ทันทีหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการขออนุญาตเป็นเวลานาน เพราะสุดท้ายผู้ที่เสียโอกาสคือประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่”

นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า จังหวัดตรังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน มีแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น เกาะกระดาน เกาะมุก และถ้ำมรกต ขณะที่ปัจจุบันมีสายการบินหลักให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับตรัง ได้แก่ Thai AirAsia, Nok Air และ Thai Lion Air รวมประมาณ 10 เที่ยวบินต่อวัน รองรับผู้โดยสารเฉลี่ยกว่า 1,500–1,600 คนต่อวัน นอกจากนี้ ในอนาคตรัฐยังมีแผนพัฒนาโดยเตรียมขยายทางวิ่งจาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร ด้วยงบประมาณประมาณ 1,770 ล้านบาท เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ และเพิ่มโอกาสในการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ

“หากรัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับสนามบินตรังให้เป็นประตูการบินของฝั่งอันดามันในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วต้องสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ควรปล่อยให้โครงการงบประมาณหลายพันล้านบาทติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการเปิดใช้งาน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว และได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบิน เร่งตรวจสอบปัญหาและกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ท่าอากาศยานตรังสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาคใต้

“จังหวัดตรังไม่ควรต้องเสียโอกาสเพราะความล่าช้าของระบบราชการ การเร่งแก้ปัญหานี้คือการปกป้องเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้งภาคใต้” รองโฆษก รทสช.กล่าวทิ้งท้าย