เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้กำหนดเกมเปิดศึกถล่มอิหร่าน ประกาศว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ถึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ กลายเป็นประเด็นร้อนสร้างความหวาดผวาให้กับคนทั้งโลก เพราะเกรงว่าไฟสงครามจะคุโชนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ซึ่งความเดือดร้อนนี้คงไม่ต้องรอถึง 4 สัปดาห์ เพียงแค่สัปดาห์เดียวก็ตั้งเค้าให้เห็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคเตรียมขยับตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้นำของแต่ละประเทศจะบริหารจัดการอย่างไรให้ประชาชนในชาติเดือดร้อนน้อยที่สุด
สำหรับประเทศไทย อยู่ในภาวะรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถขยับได้เต็มร้อย ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเร่งปิดเกมประกาศรับรอง ส.ส. เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้าบริหารประเทศ รับมือกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่กำลังรุกคืบเข้ามา ไม่ว่าจะสินค้าราคาแพง น้ำมันขาดแคลน และการก่ออาชญากรรมมีโอกาสพุ่งกระฉูดได้
ในจังหวะที่รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม ตำรวจจะเป็นหน่วยงานรัฐเบอร์ต้นๆ ที่ประชาชนนึกถึงและต้องพึ่งพา ซึ่งในภาพกว้างที่จะส่งผลต่อชื่อเสียงของประเทศ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับให้ดูแลรักษาความปลอดภัยชาวตะวันออกกลางที่อาศัยอยู่ในไทยอย่างเข้มงวด รวมถึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานทูตประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ขัดแย้ง
ซึ่ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง ขยายความถึงแนวปฏิบัติว่า แบ่งการดูแลออกเป็น 4 ส่วน คือ ตรวจสอบรวบรวมข้อมูลชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งว่าพำนักอยู่ที่ไหน ส่วนที่ 2 สถานที่รวมตัวจัดกิจกรรม ให้ตำรวจสันติบาล ตำรวจพื้นที่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว ดำเนินการตรวจสอบ ส่วนที่ 3 จังหวัดที่รวมตัวกันบ่อยจะเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และส่วนที่ 4 คือสถานที่ทำงาน มีสันติบาลและตำรวจนครบาลดูแลเฝ้าระวัง สำหรับการดูแลความปลอดภัยสถานทูตคู่ขัดแย้ง 3 ประเทศหลัก คือ อเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ทั้ง 3 ประเทศยังไม่ได้ประสานขอกำลังเพิ่ม แต่ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาลเพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษแล้ว
แต่ภาพรวมที่คนไทยอาจได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม ดูเหมือนว่าผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (ผบช.ภ.1-9) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ยังไม่ได้ขยับกำชับให้ตำรวจในสังกัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งรุกและรับให้กับประชาชนเป็นกรณีพิเศษเลย
แม้สงครามเพิ่งจะเริ่มต้นแต่ส่อว่าจะบานปลาย ขยายเป็นวงกว้าง แถมจะใช้เวลานานนับเดือนถึงจะรู้ผลแพ้ชนะ “ประดู่แดง” อยากให้ ผบช.ที่คุมพื้นที่ลองจินตนาการจากการศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกทั้งสองครั้งว่าประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสแค่ไหน แนวโน้มการก่ออาชญากรรมประเภทลัก วิ่ง ชิง ปล้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารและทรัพย์สินใช้ประทังชีวิต จะมากขึ้นหรือไม่?
ถ้าได้ติดตามข้อมูลจากสื่อต่างๆ รวมถึงของทางการ พออนุมานได้ว่ามีโอกาสสูงที่ไฟสงครามจะคุโชนขยายเป็นวงกว้าง แม้ไทยจะไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องเข้าร่วมวงด้วย แต่ปัญหาความเดือดร้อนเกือบทุกด้านกระทบถึงอย่างแน่นอน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ตำรวจคือกลไกหลักที่จะขับเคลื่อนทั้งป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม
ดังนั้น ผบช.ที่คุมพื้นที่ต้องเร่งวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในทุกมิติ ติวเข้มผู้บังคับการ (ผบก.) และหัวหน้าโรงพัก สั่งวางกำลังตรึงพื้นที่แบบเข้มข้น ปิดช่องว่างไม่ให้อาชญากรก่ออาชญากรรมทุกประเภทได้ จัดตำรวจชุดชุมชนสัมพันธ์ (ถ้ามี) ประสานกับฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ อสม. ร่วมกันวางแนวทางรักษาความสงบในชุมชนแบบเข้มข้น และต้องเน้นคุมเข้มเป็นพิเศษกว่าทุกพื้นที่ นั่นคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะเป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อไฟสงคราม
ขณะเดียวกัน บช.ไหนที่ ผบช.มุ่งแต่หาผลประโยชน์ ส่งผู้ใต้บังคับบัญชานำชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่หาผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ ขึ้นราคาเก็บส่วยจากผู้ประกอบการต่างๆ ตามเมืองท่องเที่ยว หรือส่งไปแบบลุยเดี่ยวแต่มือหนัก ต้องสั่งยกเลิกไปก่อน เพราะถ้าไม่ยกเลิกเท่ากับไปเติมทุกข์ให้กับชาวบ้าน
จังหวะเดียวกันเมื่อ ผบช.ออกแผนรักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว จัดฉากออกแอ็กชันปล่อยแถวตำรวจออกตรวจ ออกกวาดล้างอาชญากรรมทุกรูปแบบ พร้อมมอบหมายให้โฆษก บช.ตีปี๊บ สื่อสารทุกทางให้ประชาชนทราบเป็นระยะ นอกจากจะช่วยให้ประชาชนได้ตื่นตัวระวังภัย แล้วยังสร้างความตื่นกลัวให้อาชญากรยับยั้งชั่งใจที่จะก่ออาชญากรรมได้ด้วย
ที่สำคัญในช่วงภาวะสงคราม ผบช.ต้องสั่งให้ ผบก.และหัวหน้าโรงพัก ดำเนินการตามแผนรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ถ้าปฏิบัติได้ทุกๆ 3 วัน จนกว่าภัยสงครามยุติ เชื่อว่าสยบอาชญากรรมทุกประเภทได้อย่างแน่นอน แล้วเสียงในหัวของประชาชนจะดังแต่คำว่า “ตำรวจพึ่งพาได้จริง”!!!


