เชื่อว่าชาวบ้านค่อนประเทศไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ารัฐบาลที่จัดตั้งอย่างเป็นทางการเข้าบริหารประเทศวันไหน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่กำหนดออกมาเลยว่าจะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการครบทั้ง 500 คน วันเวลาใด

แต่ผลคะแนนที่ยังไม่เป็นทางการชวนให้คิดได้ว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกระจายไปเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครประเมินแล้วว่ากระแสพรรคสู้ไม่ได้ จึงเอาตัวรอดด้วยการซื้อเสียงเฉพาะตัวเอง ทิ้งคะแนนบัญชีรายชื่อให้พรรคที่กระแสแรงกว่าไป อาทิ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ คะแนนพรรคประชาธิปัตย์ชนะถึง 9 จังหวัด แต่ได้ สส.เขตเพียง 9 คน จากทั้งหมด 60 คน
หลังเลือกตั้งมีควันหลงคลิปเข้าแถวรับเงินซื้อเสียงบางพื้นที่ใน จ.อุดรธานี หัวละ 500 บาท รวมถึงความเคลื่อนไหวของนายเสือ ชาวดอนหายโศก หนองหาน อุดรธานี นำเงินสด 500 บาท ไปมอบให้ กกต.อุดรธานี เพราะกลัวความผิด โดยอ้างว่ารับจากหัวคะแนนของผู้สมัครรายหนึ่ง พร้อมระบุว่าเงิน 500 บาทที่ได้รับแจกใช้ไปหมดแล้ว จึงเล่าให้ภรรยาฟัง โดนด่าทันทีว่าผิดกฎหมาย นอนไม่หลับกลัวติดคุก จึงยืมเงินภรรยา 500 บาท ส่งไปมอบ กกต.
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดบูลลี่ในสื่อโซเชียลระหว่างคนกรุงที่เลือกพรรคประชาชนทุกเขตกับคนต่างจังหวัดที่เลือกแบบกระจัดกระจาย พร้อมกล่าวหาการขายสิทธิ์ขายเสียง คนรุ่นเก่าในต่างจังหวัดกล่าวหาว่าคนกรุงถูกล้างสมอง
จากปรากฏการณ์ดังกล่าวอดที่จะนำไปเปรียบเทียบการเลือกตั้งในยุคที่พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของนายทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 377 เสียง ปี 2548 หลังบริหารประเทศครบ 4 ปี ครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ได้ เพราะยุคนั้นชาวบ้านต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ชาวบ้านทั่วประเทศมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ กระเป๋าเงินฟู ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้ ยังเทใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์
อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.สกลนคร คนหนึ่งเล่าถึงบรรยากาศเดินหาเสียงให้ฟังว่า เดินเข้าไปในหมู่บ้านหรือตำบลไหน พอแจ้งว่ามาจากพรรคนายกฯ ทักษิณ ถูกไล่ตะเพิดว่าไม่ต้องมาเดินหาเสียง ให้ไปหาพื้นที่อื่นที่คิดว่าคู่แข่งมีคะแนนเสียงเหนือกว่า ที่นี่ทุกคนเทคะแนนให้ทั้งคนทั้งพรรคอยู่แล้ว เงินไม่ต้องแจก เพราะนายกฯ ทักษิณ สร้างรายได้ให้ทั่วหน้าแล้ว
“ชาวบ้านบางคนบอกว่าฝีมือบริหารประเทศของนายกฯ ทักษิณ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง จึงขอเรียกว่ายุคประชาธิปไตยกินได้ เพียงแค่เลือกผู้บริหารประเทศที่มีฝีมือและวิสัยทัศน์ก็เพียงพอแล้ว แต่อาจจะไม่โดนใจกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มอนุรักษ์นิยมขี้อิจฉาที่ไม่อยากเห็นชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีมีความรู้” อดีต ส.ส.ไทยรักไทยฯ ระบุ
ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง 2569 บรรยากาศเดินหาเสียงต่างกันราวฟ้ากับเหว คำว่า “ประชาธิปไตยกินได้” คงใช้ไม่ได้ แต่ “ประชาธิปไตยอดยากปากแห้ง” น่าจะเหมาะกว่า เพราะต้องพกเงินหิ้วคะแนนไปเดินแจกเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
จะโทษชาวบ้านส่วนใหญ่รับเงินแลกกับบัตรว่าเห็นแก่ตัวเองคงไม่ได้ เพราะนับแต่เผด็จการทหารก่อรัฐประหารทั้งสองครั้ง ความเจริญก้าวหน้าของประเทศถูกฉุดลงเหว ชาวบ้านอยู่ในภาวะกระเป๋าแฟบไปตามๆ กัน หนี้สินเพิ่มพูนทั้งในระบบและนอกระบบ
รัฐบาลที่ชาวบ้านคาดหวังจะมากอบกู้เศรษฐกิจให้กระเป๋ากลับมาฟูเหมือนยุครัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างอายุสั้น ถ้าไม่ถูกเผด็จทหารยึดอำนาจ ก็ถูกองค์กรอิสระฆ่าตัดตอน
ดังนั้นเมื่อในกระเป๋าไร้เงินหรือเงินมีน้อย แถมค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น ชาวบ้านระดับกลางถึงรากหญ้าดำรงชีพกันแบบเขียมๆ เนื่องจากคาดหวังไม่ได้ว่ารายได้ที่รับอยู่ในแต่ละวัน ซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว จะสะดุดวันไหน การดำรงชีพทุกอย่างล้วนพึ่งพาตัวเอง เพราะแทบไม่เห็นทางว่ารัฐบาลจะมีปัญญาเข้ามาแก้ปัญหาได้วันไหน เหตุการณ์น้ำท่วม หาดใหญ่ สงขลา เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีที่สุด เงินเยียวยาทั้งซ่อมบ้าน ผู้เสียชีวิต ยังไม่ได้รับเลย แถมสภาพเมืองย่ำแย่ หลายพื้นที่ยังจมปลักอยู่กับฝุ่นและขยะ
เมื่อการหารายได้ดูไร้ทิศทาง แถมหนักไปทางสิ้นหวัง รายได้เฉพาะหน้าที่ไหลเข้ามาจึงต้องฉกฉวยไว้ ถือเป็นเรื่องปกติ หรือเข้าทำนอง “กำขี้ดีกว่ากำตด”
ดังนั้นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนักการเมืองที่พยายามบอกชาวบ้านว่ามีอุดมการณ์ พรรคตัวเองไม่ซื้อเสียง นักวิชาการ และสื่อกระแสหลักและกระแสรอง ในทำนองว่าผู้ขายสิทธิ์ขายเสียงเสมือนขายอนาคตของชาตินั้น อยากให้นั่งวิเคราะห์แบบแยกแยะให้รอบด้าน แล้วผสมผสานกับความรู้สึกแบบใจเขาใจเราว่า ระหว่างกระเป๋าเงินแทบจะไร้เงิน แล้วมีคนเอาเงินมาให้เพื่อยืดระยะเวลาความเดือดร้อนไปได้สัก 2–3 วัน จะเลือกแบบไหน กับภาวะที่แทบจะไม่เห็นอนาคตเลย
ดังนั้นคำดูแคลนว่าชาวบ้านต่างจังหวัดขายสิทธิ์ขายเสียงนั้น ลองย้อนไปพิจารณาผลการเลือกตั้งปี 2548 ที่พรรคไทยรักไทยชนะแบบเบ็ดเสร็จ 377 เสียง ดูแล้วจะพบว่า เมื่อชาวบ้านอยู่ดีกินดี การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะไม่มีอยู่จริง ตามวลีที่ว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ที่ดังกระหึ่มในยุคนั้น!!!


