กรมทะเล จับมือ สวทช. ชูนวัตกรรมเสริมศักยภาพบริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับมือภาวะโลกร้อน

80

กรุงเทพฯ, วันที่ 17 กุมภาพันธ์ – ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน “การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย” โดยมีนายทนุวงษ์ แสงเทียน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการทรัพยากรทางชายฝั่งและป่าชายเลน และดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นพยานในพิธีลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จากกรม ทช. และ สวทช. เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น 9 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ทช. ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2574 มีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming-Montreal Global biodiversity framework) โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย

สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water) ซึ่งที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1. การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน 2. การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 3. การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง และ 4. การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ความร่วมมือในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและกรอบการดำเนินงานในระดับโลก เพื่อพัฒนาให้เกิดระบบการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล คือต้นทุนธรรมชาติที่สำคัญ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันภัย และแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การลงนามในวันนี้เป็นการยกระดับพันธกิจระหว่าง ทช. ในฐานะผู้ดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ กับ สวทช. ซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมอง และผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานด้านการอนุรักษ์ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการข้อมูล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน