ผบ.ตร.ตั้ง “รองฯ ไมค์” กอบกู้ระบบ–พัฒนา “งานสอบสวน” ใช้คนถูกกับงาน ที่มากความสามารถ เชื่อว่าเดินหน้าเชิงรุกเป็นรูปธรรม

454

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าตลอดเวลาเกือบสิบปีที่เผด็จทหารยึดอำนาจ หน้างานเกือบทุกด้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ค่อยๆ ถดถอย ประชาชนไร้ความเชื่อถือ หรือแม้แต่ตำรวจอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

แม้แต่หน้างานสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของต้นธารกระบวนการยุติธรรม ที่ผู้บริหาร ตร. ในอดีตต่างพยายามทุ่มเทหาสารพัดวิธีเพื่อดึงดูดให้พนักงานสอบสวนอยู่ในสายงานอย่างสบายอกสบายใจ เห็นเส้นทางเติบโต มีสวัสดิการพอที่จะดำรงชีพแบบไม่ต้องแสวงหาเงินนอกระบบ จนพนักงานสอบสวนต่างพึงพอใจ ไม่คิดที่จะย้ายหนี ยังถูกรื้อทำลายระบบจนพังครืน

พนักงานสอบสวนที่มีเส้นสายดี มีนายให้พักพิง ต่างพากันย้ายหนี กลายเป็นปัญหาใหญ่ของ ตร. ที่ ผบ.ตร. และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ต่างกังวล และเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร. แบบตัวจริงเสียงจริง เร่งกู้ภาพลักษณ์องค์กรตำรวจให้ประชาชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อหน้างานอื่นๆ ถูกจัดวางเข้ารูปเข้ารอยแล้ว จึงมาพัฒนาระบบงานสอบสวนอย่างจริงจัง วางเป้าให้เป็นรูปธรรมภายในปี 2569

โดยแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลือมศรี รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1 ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและพัฒนางานสอบสวน ตร. (ศส.ตร.) ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาระบบงานสอบสวนทั้งหมด ถือว่าถูกฝาถูกตัว เพราะถ้าย้อนดูตั้งแต่ปี 2541 พล.ต.อ.นิรันดร มีส่วนร่วมจัดทำตำแหน่งพนักงานสอบสวนเลื่อนไหล เป็นผู้ดูแลระบบและผู้บริหารระบบสารสนเทศของ ตร. และเป็นที่ยอมรับด้านการบริหารงานบุคคลและงบประมาณของ ตร. ในระดับมหภาค มีความเข้าใจกฎหมายและระเบียบต่างๆ ของตำรวจเป็นอย่างดี

นอกจากถูกฝาถูกตัวแล้ว พล.ต.อ.นิรันดร ยังทราบปัญหาเป็นอย่างดีว่า หลังยุบแท่งงานสอบสวนเมื่อปี 2559 เป็นต้นมา มีเสียงสะท้อนปัญหาจากพนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับความขาดแคลนต่างๆ ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการทำงาน และประชาชนผู้เสียหาย สะท้อนประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาของพนักงานสอบสวน เปรียบเสมือนป่วยเรื้อรังหลายโรครุมเร้า และไม่ได้รับการรักษาอย่างองค์รวม

“แม้ พ.ร.บ.ตำรวจฯ ฉบับใหม่ที่ออกแบบเพื่อแก้ไขระบบตำแหน่งสายงานสืบสวนสอบสวนไว้อย่างชัดเจน โดยมุ่งหวังว่าจะแก้ไขปัญหาเรื้อรังให้หายขาด ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2565 แล้วก็ตาม หนำซ้ำไปสำรวจเชิงลึกยังพบว่าการปรับปรุงแก้ไขมีลักษณะแยกส่วน เฉพาะบางจุดที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น โดยมองข้ามความเชื่อมโยงกับจุดอื่นๆ ส่งผลกระทบข้างเคียงที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดเป็นปัญหาใหม่ซ้ำซ้อนขึ้นมา ต้องแก้ไขแบบวนไปวนมา เสมือนว่าการดำเนินการไม่สำเร็จเป็นรูปธรรมกับความคาดหวังเสียที” รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1 ระบุ และว่าเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ ได้วางกรอบไว้ 3 ด้าน คือ พัฒนาด้านการให้บริการประชาชน พัฒนาด้านระบบปฏิบัติงาน และพัฒนาด้านบุคลากรและสวัสดิการ จะพัฒนาทั้ง 3 ด้านไปพร้อมๆ กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานและสภาพแวดล้อมของงานสอบสวนให้ครบทุกมิติ

พล.ต.อ.นิรันดร ขยายความการพัฒนาแต่ละด้านว่า พัฒนาด้านการให้บริการประชาชน มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมชั้นตำรวจโดยง่าย ตร. ได้สร้างแอปพลิเคชัน Police Care เพื่อช่วยประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนเข้าแจ้งความ จัดทำคู่มือการแจ้งความสำหรับคดีแต่ละประเภทไว้ ปัจจุบันประชาชนสามารถดาวน์โหลดใช้งานได้แล้ว

“พัฒนาด้านระบบปฏิบัติงาน มุ่งเน้นสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงานสอบสวนให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัว ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ อาทิ ปรับปรุงระบบจัดเก็บของกลางในคดีอาญา รวมถึงพัฒนาระบบเทคโนโลยีมาช่วยพนักงานสอบสวน จะมีระบบ AI. มาช่วยงานเอกสารขั้นพื้นฐาน อีกทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data เชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาลและอัยการ ช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาการส่งสำนวนทางอิเล็กทรอนิกส์ในคดีบางประเภทที่ไม่ซับซ้อนไปยังอัยการและศาล”

โดย พล.ต.อ.นิรันดร ระบุว่า ด้านบุคลากรและสวัสดิการ ความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ จะกำหนดตำแหน่งให้เป็นตำแหน่งปรับเลื่อนไหลได้ในตัวเอง สามารถดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในแท่งงานสอบสวนโดยไม่ต้องแข่งกับสายงานอื่น คาดว่าจะเสร็จทันและใช้ในการแต่งตั้งปี 2569 ได้เลย ด้านสวัสดิการ จัดสรรเงินประจำตำแหน่งและเงินสำนวนให้เหมาะสมกับปริมาณงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ และดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้อย่างมีเกียรติ

พล.ต.อ.นิรันดร อธิบายถึงการบริหารงานบุคคลว่า ให้จัดทำแผนบริหารงานบุคคลของสายงานสอบสวนไว้โดยเฉพาะ ให้เป็นแผนระยะทุก 5 ปี กำหนดแนวทางการสรรหาพนักงานสอบสวน (ทั้งเพิ่มและทดแทน) กำหนดกรอบอัตรากำลังของพนักงานสอบสวนในแต่ละสถานีให้สอดคล้องกับสภาพอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งออนไลน์และออนกราวด์ ที่เกิดขึ้นจริงในสถานที่นั้นๆ เป็นการรองรับปริมาณคดี และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

“เชื่อว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 เพราะจะมีผู้ช่วย ผบ.ตร. สายงานกฎหมายและคดีทั้ง 4 คน ร่วมรับผิดชอบการขับเคลื่อนงานแต่ละด้านตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้แล้ว” พล.ต.อ.นิรันดร บอกอย่างมั่นใจ

หากการพัฒนางานสอบสวนบรรลุเป้าตามที่วางไว้ได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่จะได้เห็นการพัฒนางานสอบสวนครบทุกมิติ ส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อถือและศรัทธาต่อองค์กรตำรวจในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง เปรียบเสมือนผลงานชิ้นโบแดงของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ก่อนเกษียณอายุ และยังเป็นการการันตีถึงศักยภาพเชิงบริหารของ พล.ต.อ.นิรันดร ได้ด้วย!!!