ร้อง กกต.สอบบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด–QR เสี่ยงล้วงความลับ จี้อาจถึงขั้นโมฆะ

105

ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชนยื่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด–QR Code หวั่นเชื่อมโยงผู้ใช้สิทธิ กระทบหลักลงคะแนนลับ ด้านทนายอั๋นยื่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ จี้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เมื่อเวลา 11.00 น. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตร และเสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิลงคะแนน

นายประสิทธิ์ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทีมงานของตน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ สังเกตเห็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู เมื่อลองสแกนพบว่าตรงกับหมายเลขบนต้นขั้วบัตร โดยหากหมายเลขดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับลำดับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ก็อาจทำให้ทราบได้ว่าใครเป็นผู้กาบัตรใด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อหลักการลงคะแนนลับ

นอกจากนี้ ยังพบว่าบัตรเลือกตั้งสีเขียวมี QR Code แบบตัวเลขและตัวอักษร 5 หลัก ซึ่งสามารถสร้างชุดข้อมูลได้มากกว่า 60 ล้านชุด เพียงพอต่อจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52 ล้านคน จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีฐานข้อมูลที่จัดทำไว้ล่วงหน้า ก็อาจเชื่อมโยงหมายเลขดังกล่าวกับต้นขั้วบัตรได้เช่นกัน

นายประสิทธิ์ แสดงความกังวลว่า หากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จริง อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการซื้อเสียง โดยผู้จ่ายเงินสามารถรู้ได้ว่าผู้รับเงินลงคะแนนให้หรือไม่ ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นประชาธิปไตย และอาจนำไปสู่การคุกคามหรือกดดันผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอนาคต

ทั้งนี้ ได้หารือเบื้องต้นกับ กกต. แล้ว โดยได้รับคำแนะนำให้ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย และอาจยกระดับถึงขั้นขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากพบว่ามีความผิดปกติร้ายแรง

เมื่อถูกถามถึงผู้ที่อาจต้องรับผิดชอบ นายประสิทธิ์ ระบุว่า ผู้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งต้องมีส่วนรับผิดชอบ เนื่องจากเป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดบนบัตร ขณะเดียวกัน กกต. ในฐานะผู้ว่าจ้างและกำหนดสเปกบัตรและรายละเอียด QR Code หรือบาร์โค้ด รวมถึงการกำหนด mapping ของรหัสต่าง ๆ ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้ให้ตนรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนโดยเร็ว เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม

ขณะเดียวกันนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบปม QR code บนบัตรเลือกตั้ง มองทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เทคนิคกลโกงเดียวกันกับเลือก สว. จี้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ

ทนายอั๋น เปิดเผยว่า วันนี้ตนเตรียมจะไปยื่นหนังสือต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นเรื่องของ QR Code และบาร์โค้ดที่ปรากฎในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจสามารถระบุถึงต้นขั้วและอาจจะระบุถึงตัวของผู้มาลงคะแนนเลือกตั้งได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 85 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 อันจะทำให้การลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความลับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า หากการลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต หรือบัตรสีเขียวนั้น พบ QR Code อยู่ในบัตร ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั้น พบบาร์โค้ดอยู่ในบัตร ซึ่งสามารถสแกนระบุถึงตัวต้นขั้ว และอาจจะระบุถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้

พฤติกรรมดังกล่าวส่อเจตนาถึงการออกแบบกลโกงโดยกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันที่ออกแบบบัตรเลือก สว. ที่พบว่า ตัวบัตรเลือก สว. มี QR Code เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีกระบวนการคิดกลโกงเพื่อเอื้อทั้งการเลือก สว. และ สส. อันส่งผลทำให้การเลือก สว. ไม่เป็นความลับเช่นเดียวกัน ซึ่งตนเคยร้องเรียนแล้วว่าการเลือก สว. ก็มีการฮั้วและโกงเช่นเดียวกัน

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ตนมองว่าอาจจะมีการไล่เช็คตรวจสอบผู้ลงคะแนนผ่านต้นขั้วได้ เช่น หากหน่วยเลือกตั้งในเขตทหาร ก็อาจจะนำมาตรวจสอบต้นขั้วได้ว่า ทหารนายใดไปเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้ หรือ อาจมีการแจกบาร์โค้ดหรือ QR Code ให้พรรคการเมืองไปตรวจสอบต้นขั้วเพื่อไล่เช็คบิลกลับหัวคะแนนในแต่ละท้องที่ได้

ทั้งนี้ ตนรู้สึกดีใจที่พรรคเพื่อไทยก็จะนำเรื่องบัตรเลือกตั้งไปส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน มองว่าถ้าบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถระบุถึงต้นขั้วและตัวผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ เรื่องนี้ก็จะจบไป แต่ถ้าสามารถไล่ย้อนหลังถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ก็สมควรที่จะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

โดยตนหวังว่า ทางผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาส่งเรื่องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามกรอบของกฎหมาย เนื่องจากตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียและอาจจะถูกกล่าวหาว่ามีพรรคอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเกรงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปัดตกและจะไม่มีใครกล้ายื่น ร้องเรียนในลักษณะแบบนี้อีก ตนจึงต้องเข้าตามตรอกออกตามประตูทำตามข้อกฎหมาย แต่ถ้าหากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน ตนจะไปยื่นเรื่องนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ซึ่งตนต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะให้ได้

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากผู้ร้องเรียนที่ไม่ประสงค์ออกนามเกี่ยวกับ การฮั้วประมูลพิมพ์เอกสารแนะนำผู้สมัคร สส. และประชาสัมพันธ์การลงประชามติว่า มีการล็อกเป้าให้โรงพิมพ์ที่ฮั้วกัน รับงานพิมพ์เอกสารดังกล่าว โดยไม่มีการเปิดประมูลผ่านระบบ e-bidding และไม่มีการประกวดราคาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งยังพบว่ามีการจัดพิมพ์เอกสารโดยที่ยังไม่มีการเบิกงบจาก กกต. ออกมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าอาจจะมีการฮั้วทุจริตเรื่องผู้พิมพ์เอกสารดังกล่าว

ซึ่งขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโรงพิมพ์เอกสารดังกล่าว ผู้ร้องเรียนอ้างว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นผู้รับผิดชอบ ตนไม่ได้กล่าวหานายแสวงว่าเป็นผู้ทุจริต แต่อยากให้ กกต. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะหากฮั้วกันจริง จะถือว่า กกต. ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เนื่องจากได้ทั้งส่วนต่างและควบคุมการพิมพ์เอกสารในจำนวนเท่าที่ต้องการกับข้อมูลในเอกสาร

ตนจึงขอตำหนินายแสวงไป เงินเดือนจากภาษีประชาชนที่ได้เดือนละแสนกว่าบาท รวมทั้งได้รถประจำตำแหน่งและคนขับ ยังไม่เพียงพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองอีกเหรอ ข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนเสียภาษีไปยังไม่พอเลี้ยงตนเองใช่ไหม

ซึ่งหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะเมื่อไหร่ ตนจะเปิดประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมทั้งจะดำเนินการเล่นงาน 4 เสือระดับท้องถิ่นที่ควบคุมการเลือกตั้ง ตั้งแต่ อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ อบต. โดยทนายอั๋นยังพูดเพิ่มเติมอีกว่า จากกรณีที่กล่าวอ้างว่าทาง กกต. ได้ประสานให้นายอำเภอและฝ่ายปกครองเข้ามาเป็นประธาน กปน. กว่า 400 เขตนั้น ถือว่าเป็นการแทรกแซงการเลือกตั้งโดยฝ่ายปกครอง มองว่าตอนนี้บ้านเมืองยังฉิบหายไม่พอใช่ไหมและหากประสานฝ่ายปกครองมาดูการเลือกตั้งจริง แล้วเราจะมี กกต. ไปทำไม

ทนายอั๋นยังฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ขอให้ทางตำรวจปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่ใช่รับใช้องค์กรอิสระ เพราะเมื่อวานนี้ตนก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าฟังแถลงของ กกต. ซึ่งตนเกรงว่า เสมือนกับการที่ตำรวจลงเรือลำเดียวกันกับ กกต.

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าตนไม่ใช่ผู้แพ้แล้วพาลหรือไม่ยอมรับการเลือกตั้ง แต่เพียงแค่รับไม่ได้กับการที่มีการโกงกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะตนไม่อยากวิ่งแก้ผ้าให้กับผลการเลือกตั้งตามที่ตนเคยโพสต์ Facebook เอาไว้