“กกร. – เพื่อนไม่ทน” ห่วงคะแนน CPI ไทยตกต่ำ กระทบความเชื่อมั่นลงทุน – เป้าหมาย OECD เสนอรัฐบาลเร่งดำเนินการแม้เป็นรักษาการ

69

กรุงเทพฯ, วันที่ 11 ก.พ. – จากผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพร้อมด้วย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” แถลงแสดงความเป็นห่วงว่า แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

โดยเฉพาะประเด็นที่คะแนนลดลงในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ กกร. และเพื่อนๆ ภาคเอกชน ต้องออกมาขับเคลื่อนคณะทำงาน zero corruption อย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

ตัวแทน กกร. ระบุว่า กกร. และเครือข่ายฯ เห็นว่า แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะอยู่ในสถานะรักษาการ แต่ยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและสั่งการเชิงบริหารเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงควรเร่งดำเนินการยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และเสริมความเป็นอิสระ โปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และที่สำคัญคือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น

นอกจากนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทน เสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ (Connect-the-Dots) เพื่อให้มี Data Bureau สามารถเกิดการบังคับใช้ได้อย่างเป็นระบบ โดยประสานหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล – หน่วยงานบังคับใช้ – ภาคเอกชน

แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วและการที่ภาคเอกชนมาขับเคลื่อนกระตุ้นเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่นให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่ชัดเจนและการลงมือทำจริงไม่ใช่ดีแต่พูดหาเสียง ”กกร. และเพื่อนไม่ทน“ ยังจะดำเนินการต่อ กรอบดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้แก่ 1. ปลูกฝังจิตสำนึก  2. กำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริต 3. ระบบบริหารความเสี่ยง 4. เทคโนโลยีและข้อมูล 5. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และ 6. ช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย

ระยะต่อไป ประเด็นที่ กกร. และเพื่อนไม่ทน จะดำเนินการต่อจากการสำรวจการเลือกตั้ง คือ 10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย  “สินบน กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาตอนุมัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ”

สุดท้าย กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็น “ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ไม่สามารถเกิดการยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต

ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศไทย และผลักดันให้ “ความโปร่งใส” เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการค้า การลงทุนในประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย และการเพิ่มรายได้ของคนไทย และการเติบโตที่มีคุณภาพ และยั่งยืน