“พล.อ.กฤษณะ“ชี้ชัด ตัดเน็ตไม่พอ ต้องเอาผิดถึงที่สุด”จี้ กสทช. ใช้กฎหมายเต็มมือ หยุดภัยความมั่นคงชาติ ต้องบังใช้ข้อกฎหมายเข้มทุกมิติ ปราบปรามการส่งสัญญาอินเตอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวหลายครั้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.ได้เข้าตรวจสถานที่หรือบริเวณต้องสงสัยว่ามีการลักลอบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากฝั่งไทยตามแนวชายแดนไปฝั่งกัมพูชา และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.ก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงอำนาจหน้าที่และการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบนั้น โดยสรุปกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กสทช.ได้ ดังนี้
(1) พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 เนื่องจากบริเวณชายแดนดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสามารถมีอำนาจในการตรวจค้น ห้ามมีและใช้เครื่องมือสื่อสาร (อุปกรณ์เชื่อมต่อ/ส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต) ยึด และทำลายกับเปลี่ยนแปลงสถานที่ได้ ตามมาตรา 8 ประกอบกับมาตรา 9 (1) มาตรา 11 (5) มาตรา 12 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน(เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเจ้าหน้าที่อำเภอ) ที่ต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการปราบปรามการลักลอบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตดังกล่าว ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะต้องใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกดังกล่าวอย่างระมัดระวัง เท่าที่จำเป็น และไม่เกินกว่าเหตุ
(2)กฎหมายที่ให้อำนาจ กสทช.กำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคมประกอบด้วยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 พระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บทลงโทษฝ่าฝืนมีทั้งปรับ จำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแบ่งเป็นโทษทางปกครอง ปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท สั่งปรับรายวัน สั่งระงับรายการ พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต โทษทางอาญา มีโทษจำคุก ตั้งแต่ไม่เกิน 6 เดือน ไปจนถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับสภาความมั่นคงแห่งชาตินอกจากมีมติให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องระงับหรือตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ส่งไปยังฝั่งกัมพูชาตามแนวชายแดน เพื่อเป็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแก็งค์คอลเซ็นเตอร์และสแกรมเมอร์
ซึ่งหลอกลวงประชาชนทำให้ได้รับความเสียหายในทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากแล้ว สมควรมีมติให้สำนักงาน กสทช.บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเข้มข้นต่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจสัญญาณอินเตอร์เน็ตแล้วฝ่าฝืนกฎหมายด้วย เพราะการฝ่าฝืนนั้นส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องนี้ไม่ควรจบเพียงระงับหรือตัดสัญญาณ โดยผู้กระทำผิดต้องได้รับการพิจารณาโทษครบถ้วนตามกฎหมายหากฝ่าฝืน จึงเป็นประเด็นที่กองทัพบกสมควรรายงานผู้บังคับบัญชาทหารตามลำดับชั้น คือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นสมาชิสภาความมั่นคงแห่งชาติกรุณาพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้มีมติเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงาน กสทช.รับไปดำเนินการต่อไป อันจะส่งผลให้การปราบปรามการฝ่าฝืนกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติมีประสิทธิภาพและได้ผลยิ่งขึ้นนอกจากนั้นผู้บังคับบัญชาทหารในพื้นที่ที่มีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตดังกล่าวซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ ควรมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงาน กสทช.ให้บังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและครบถ้วนด้วย
สรุป การระงับหรือตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตนั้นไม่เพียงพอ นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายของ กสทช.และสำนักงาน กสทช.แล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกก็สามารถตรวจค้น ห้ามมีและใช้ ยึด และทำลายกับเปลี่ยนแปลงสถานที่ได้ หากจำเป็นและต้องไม่เกินกว่าเหตุ รวมทั้งควรมีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช.ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและครบถ้วน รวมทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติกรุณาพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้มีมติที่สมบูรณ์และครบถ้วนยิ่งขึ้นแล้วเสนอให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ”พล.อ.กฤษณะ กล่าว

