ยุคทองแพง-เศรษฐกิจทรุด ต้นเหตุ​ กระชากอาชญากรรมพุ่ง อยากเห็น​ ตร.ตีปิ๊บแผนป้อง-ปราบ

131

จังหวะข่าวหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะยึดพื้นที่สื่อทุกสำนัก แทบจะไม่เหลือพื้นที่เสนอข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อนจากสินค้าทุกชนิดพาเหรดกันขึ้นราคา ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประเภทลัก วิ่ง ชิง ปล้น รวมถึงย่องเบาเข้าลักทรัพย์ภายในบ้าน

ที่ผ่านมา ความเดือดร้อนเหล่านี้สื่อจะนำเสนอกันทุกวัน ช่วยกระตุ้นให้ตำรวจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อไร้เสียงสะท้อนจากสื่อ ดูเหมือนตำรวจอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง ทำหน้าที่เพียงนั่งรับแจ้งความแล้วไปดูที่เกิดเหตุเท่านั้น คดีความถ้ามีความคืบหน้าจะเกิดจากผู้เสียหายมีเส้นสาย พอจะร้องขอให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ช่วยไปกระตุ้นให้ช่วยเท่านั้น​ ถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดา ได้แต่เฝ้ารอหรือไปถามความคืบหน้า จะได้รับคำตอบว่ากำลังรอหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานบ้างละ หรือถ้าเป็นคดีฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับบัญชีในธนาคาร จะได้รับคำตอบว่ากำลังรอหลักฐานทางธนาคารส่งมา ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบสองเดือน

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ที่ประเทศอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย และรัฐบาลรักษาการ เพราะความเดือดร้อนตกอยู่ที่ประชาชนล้วนๆ ยิ่งการเมืองโลกผันผวน ทำให้ราคาทองคำถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใกล้แตะบาทละหนึ่งแสน จะเป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมได้ง่าย เพราะมูลค่ามากพอที่จะเสี่ยงก่ออาชญากรรม​ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เหตุอาชญากรรมต่างๆ เกิดกับสุจริตชน ในภาวะที่รัฐบาลเป็นแค่รักษาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องโชว์บทบาทนำทั้งป้องกันและปราบปราม

ถ้ามองตามบริบทระหว่างป้องกันกับปราบปราม ประชาชนต้องเลือกป้องกันมากกว่า และเป็นบริบทที่ตำรวจทำได้ทันที เพราะงบประมาณดำเนินการมีอยู่พร้อมแล้ว เพียงแค่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค (ผบช.ภ.) 1-9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค (ผบก.สส.ภ.) 1-9 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และ ผบก.สส.บช.น. ร่วมกันประชุมวางแผนปฏิบัติการป้องกันให้รัดกุม และเชิญหัวหน้าโรงพัก และกองสืบฯ ถ่ายทอดแผนปฏิบัติป้องกันไปดำเนินการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ และคาดโทษหัวหน้าหน่วยหรือหัวหน้าโรงพักด้วยว่า ต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า หากมีแค่เสียงครหาว่างบประมาณถูกกินรวบ ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติออกตระเวนหาเงินสีเทามาสนับสนุนงาน จะต้องถูกลงโทษทั้งวินัยและอาญา

ก่อนเริ่มปฏิบัติการ ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญคือการประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบเป็นวงกว้าง นอกจากประชาชนจะรู้สึกอุ่นใจแล้ว ประชาชนยังเป็นผู้ตรวจสอบที่ดีว่าตำรวจในพื้นที่ได้ปฏิบัติตามแผนที่แต่ละกองบัญชาการได้สื่อสารไปหรือไม่ ที่สำคัญจะช่วยป้องกันหรือป้องปรามไม่ให้อาชญากรที่คิดจะก่อเหตุอาชญากรรมได้เป็นอย่างดีอีกด้วยซึ่งบทบาทนี้โฆษกแต่ละ บช. จะถ่ายทอดให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ดีที่สุด ส่วนภาพกว้างทั้งประเทศต้องเป็นหน้าที่ของทีมโฆษก ตร. กระจายข่าวผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ตร.

ถ้าทีมโฆษกระดับ บช. และ ตร. ทำงานสอดประสานกับผู้ปฏิบัติการระดับ บช. บก. และโรงพัก ประชาสัมพันธ์เตือนและแถลงผลปฏิบัติงานเป็นระยะๆ เชื่อว่าจะช่วยสยบอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนทีมโฆษกทั้งระดับ บช. และ ตร. เลือกที่จะเงียบมากกว่าตีปิ๊บ

ดังนั้นเมื่ออำนาจรัฐบาลยังอยู่ในช่วงที่สั่งการแบบไม่เต็มร้อย แต่ความเดือดร้อนของชาวบ้านจากการก่ออาชญากรรมไม่หยุดตามอำนาจของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นกำแพงให้ชาวบ้านพิงอย่างอบอุ่น ด้วยการทำงานทั้งรุกและรับในทุกด้าน พร้อมสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ถึงภัยอาชญากรรมต่างๆ อย่างรอบด้าน ผ่านทีมโฆษกทั้งระดับ บช. และ ตร.

ทำได้ตามที่นำเสนอ นอกจากจะช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าตำรวจคือองค์กรที่พึ่งพาได้จริงในทุกสถานการณ์ !!!