หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมปอท.ประสาน กสทช. และเอไอเอส ตรวจจุดปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตชายแดนสระแก้ว หลังพบเชื่อมโยงอาชญากรรมออนไลน์ อยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดี

ปอท.ประสาน กสทช. และเอไอเอส ตรวจจุดปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตชายแดนสระแก้ว หลังพบเชื่อมโยงอาชญากรรมออนไลน์ อยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีตรวจพบบริษัทเอกชนของไทยลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมีการติดตั้งตู้จุดส่งต่อสัญญาณ หรือตู้เซิร์ฟเวอร์ ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่ของผู้ใช้บริการรายหนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่า มีการปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชาจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย และการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ ระบุว่า การตรวจพบกรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการทำงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Online Scam Center หรือ ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความในคดีถูกหลอกลงทุนและถูกหลอกให้รับจ้างทำงานออนไลน์ ก่อนจะตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินของบัญชีม้าในลำดับแรกที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้กับคนร้าย

จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค พบว่าไอดีและไอพีแอดเดรสที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าวเป็นของบริษัทไทย โดยเป็นไอพีแอดเดรสที่อยู่ภายใต้การให้บริการของบริษัทเวียดเทล คัมโบเดีย และมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รวมทั้งมีการเชื่อมต่อผ่านระบบที่อยู่ในความดูแลของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ จำกัด ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกระงับการใช้งานแล้ว

ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการประสานสอบถามไปยังบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากได้รับข้อมูลชุดนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเข้าตรวจสอบจุดเทอร์มินอลดังกล่าว โดยการตรวจสอบร่วมกันพบว่า จุดเชื่อมต่อสัญญาณดังกล่าวได้ถูกระงับการใช้งานไปแล้ว

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอย่างใกล้ชิด เมื่อพบความผิดปกติจะมีการประสานแจ้งไปยังผู้ให้บริการทันที เพื่อดำเนินการตัดสัญญาณและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวชี้แจงว่า บริษัทให้ความสำคัญและมีความมุ่งมั่นต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศมาโดยตลอด โดยดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและข้อกำกับของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การให้บริการอินเทอร์เน็ตของบริษัทกำหนดให้ใช้งานภายในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้งานในต่างประเทศได้ และไอพีแอดเดรสต้องเป็นไอพีที่ใช้งานอยู่ในประเทศไทย

นายปรัธนา ระบุว่า เอไอเอสให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออินเทอร์เน็ตในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ บริษัทจึงร่วมตรวจสอบอย่างเข้มงวด รวมถึงการยกระดับมาตรการดูแลด้านการจดทะเบียนซิมการ์ดให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่มีซิมการ์ดผิดกฎหมายในการให้บริการของบริษัทอย่างแน่นอน

สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นายปรัธนา ย้ำว่า ต้องใช้งานภายในประเทศไทยเท่านั้น และในกรณีที่ตรวจพบผู้ใช้บริการมีการละเมิดเงื่อนไข โดยนำไอพีแอดเดรสไปใช้งานนอกประเทศ จะมีการตรวจสอบ ค้นหา และระงับการใช้งานทันที พร้อมแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการตรวจสอบโดยทันที ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการเฉพาะกรณีที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ ภายหลังรับทราบข้อมูล เอไอเอสได้ส่งมอบข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารใบแจ้งหนี้ต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้ประกอบการสืบสวน ปิดการให้บริการ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยในกรณีนี้พบว่าผู้ใช้บริการได้นำบริการอินเทอร์เน็ตไปใช้ในกิจการที่ผิดเงื่อนไข และนอกเหนือจากวัตถุประสงค์การให้บริการ บริษัทจึงได้เข้าแจ้งความและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

นายปรัธนา ย้ำว่า เอไอเอสไม่มีนโยบายในการสร้างรายได้จากการกระทำใด ๆ ที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศไทย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img