ชัยภูมิ, วันที่ 20 มกราคม – ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชัยภูมิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ โดยเกริ่นว่าพรรคพวกเราถูกยุบมาสองครั้ง ถูกตัดสิทธิ์มาหลายคน เราเลือกตั้งได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่ท้อแท้กับเรื่องนี้ เราเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะเชื่อว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพไปได้ดีกว่านี้ ตนจึงถือโอกาสมาช่วยหาเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีความสำคัญต่อชีวิตคนไทยทุกคนอย่างไรบ้าง
ปิยบุตรกล่าวว่านโยบายดีๆ หรือการสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติด ฯลฯ พรรคการเมืองทุกพรรคก็พูดได้หมด แต่พรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่ และพรรคตัวเต็งตัวรองทั้งหลายล้วนเคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจ เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ มาหมดแล้ว เหลือแต่พรรคประชาชนที่ไม่เคยมีอำนาจบริหารประเทศ
“ดังนั้นถ้าหากทุกพรรคและนักการเมืองต้องการนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน คำถามที่ต้องถามกลับไปดังๆ ก็คือว่า แล้วตอนที่เป็นรัฐบาลคุณทำอะไรอยู่ คุณบอกว่าจะปราบคอร์รัปชัน ปราบทุนเทา ปราบสแกมเมอร์ ปราบพนันออนไลน์ ปราบยาเสพติดที่ทำให้ชีวิตลูกหลานย่อยยับแบบนี้ คำถามก็คือเมื่อปี 62 พวกคุณเป็นรัฐบาลแล้วทำอะไรอยู่ ตอนปี 66 พวกคุณก็เป็นรัฐบาลแล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ เพิ่งมาคิดออกวันนี้หรือเช่นเดียวกัน นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง บอกว่าจะทำให้พี่น้องมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น บอกว่าจะให้ชีวิตของพี่น้องดีขึ้น บอกว่าจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด บอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ สารพัดเรื่องราวที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ปี 62 และ 66 แล้วพวกคุณก็เป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ทำครับ?” อดีตเลขาพรรคอนาคตใหม่ตั้งคำถาม

ปิยบุตร ตั้งคำถามอีกว่า หากเชื่อว่าพรรค และนักการเมืองเดิมๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง คำถามก็คือพวกเขามีโอกาสหลายครั้งแล้วทำไมจึงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากประชาชนคิดว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ประเทศไม่สามารถใช้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ ที่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ แล้ว เพราะหากใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตคนไทยเจริญก้าวหน้าไปนานแล้ว
ปิยบุตรกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้คนชัยภูมิออกไปใช้อำนาจเพื่อการเปลี่ยน 3 เปลี่ยน ได้แก่ 1. “เปลี่ยนผู้แทนราษฎร” ที่เข้าใจหัวอกประชาชน เป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดใหม่ ๆ ไม่อิงแอบกับกลุ่มทุนใด ทำงานในพื้นที่ดี และอภิปรายในสภาได้ดี ซึ่งผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนต้องดีทั้งสองแบบ 2. “เปลี่ยนรัฐบาล” สส.พรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และระบบบัญชีรายชื่อ จะไม่ใช่ตัวแทนของชาวชัยภูมิเท่านั้น แต่จะเข้าไปยกมือให้เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้พรรคประชาชนไปตั้งรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
“และรอบนี้จะแบ่งคะแนนไม่ได้ รอบนี้ขอทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อทั้งสองใบ เพราะมีเหตุจำเป็นอยู่ เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบ ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่กำลังทรงอำนาจอยู่ในปัจจุบันนั้นเขากลัว ไม่อยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ไปเป็นรัฐบาล เพราะถ้าได้เป็นรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที อำนาจทรัพยากรที่คุณกอบโกยขูดรีดเอาไปจะถูกทำลายลง ดังนั้นเขาจึงกลัว คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ทุกวันนี้โดนมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริงๆ ดังนั้นการได้ สส.บางเขต หรือแม้แต่ สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัดก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องได้ที่ 1 ต้องมี สส.ให้เกิน 250 ที่นั่งเลยจะยิ่งดี ครั้งนี้เอาอีกครั้ง เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เอาให้เกิน 250 เสียง คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้ว” ผู้ช่วยหาเสียง ปชน. กล่าว

และ 3.คือการ “เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ” ที่มาจากการรัฐประหาร วางการสืบทอดอำนาจได้สำเร็จ เมื่อเลือกตั้งปี 2562 ให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของคนคนเดียวมามีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้วุฒิสภาชุดที่สองก็ยังมีที่มาที่เป็นปัญหา แต่มีอำนาจเลือกองค์กรอิสระ ที่โฆษณาเอาไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่คอร์รัปชันเต็มบ้านเต็มเมือง สส.พรรคประชาชนจึงพยายามผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้งหลายหน สุดท้ายติดอยู่ที่ สว. แต่ครั้งนี้เราจะได้ไปออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากกาเห็นชอบกัน 25-30 ล้านเสียง สว. ก็มาขวางไม่ได้
“ผมและคุณธนาธรเริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านร้อนผ่านหนาวเจอขวากหนามคมหอกดาบกันมามาก มีคดีความที่โดนนับไม่ถ้วน ถามว่าเราท้อไหม ไม่มีทางท้อครับ ที่ไม่ท้อเพราะเชื่อว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ และเราเชื่อว่ายังมีพี่น้องสนับสนุนเราอยู่ ตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพวกเรา ไม่มีวันถอย สู้ตายครับ พวกผมไม่มีอำนาจรัฐไม่มีกลไก ไม่มีเงินทองแบบที่เขามี พวกผมไม่มีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุน เรามีอยู่อย่างเดียว เรามีประชาชนครับ และเพราะว่าเรามีประชาชนนี่แหละที่ทำให้การต่อสู้ของเรายังต้องเดินหน้าสู้ต่อไป เมื่อปี 2566 เราเดินมาเกือบจะถึงฝันแล้ว ดังนั้นเลือกตั้ง 2569 ต้องขอแรงพี่น้องอีกสักครั้งหนึ่งครับ” ปิยบุตรกล่าว
เขายังกล่าวย้อนไปถึงปี 2566 ว่าประชาชนมีความหวังว่าพิธาจะเป็นนายกฯ แต่ก็ถูกสกัด ต่อมาพรรคถูกยุบ พี่น้องก็เจ็บแค้น เจ็บปวด แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเลือกตั้งครั้งหน้าจะระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง วันนี้มาถึงแล้วมาจึงขอประชาชนอีกครั้งให้ช่วยกันเอาความหวังแบบนั้นกลับมาใหม่ เพราะมีแต่ความหวังเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวของพวกเขา ครั้งแรกเมื่อปี 2562 แสดงพลังไปแล้วไม่ผ่าน อีกครั้งปี 2566 แสดงไปแล้วได้ 14.4 ล้านเสียงก็ยังถูกสกัดขัดขวาง ถ้าครั้งนี้ครั้งที่สามได้เสียงรวมกันถึง 20 ล้านเสียง ได้ สส. เกิน 250 คน นั่นคือสัญญาณที่เจ้าของประเทศนี้บอกออกมาดังๆว่า คนไทยมากกว่าครึ่งออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล แล้วถ้าพี่น้องมากกว่าครึ่งหนึ่งออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ไม่ต้องมีใบอนุญาตอื่นอีกแล้ว

