ผ้าเหลืองกับบัตรเลือกตั้ง ในยุคสัญญาณแรง: เมื่อเงินครองใจ วัดกลายเป็นตลาด สภากลายเป็นร้านค้า และศีลธรรมถูกลดราคา

71

ยุคนี้ไม่มีใครอ้างว่า “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ได้อีกต่อไป ต่อให้อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ หากในครอบครองมีโทรศัพท์มือถือ โลกก็ไหลเข้าไปถึงมือทันที ข่าวสารไม่ต้องเดินธุดงค์มาหาเรา—มันกระโดดขึ้นหน้าจอเอง

คำถามจึงไม่ใช่ “รู้หรือไม่รู้” แต่คือ รู้แล้วคิดหรือไม่ และคิดแล้วทำหรือเปล่า สำหรับผู้ครองผ้าเหลือง การ “รู้เฉยๆ” ไม่ใช่คุณธรรม เพราะการบวชไม่ใช่พิธีกรรมหลบโลก แต่คือการตั้งใจ “ดับกิเลส” นิพพาน แปลตรงตัวว่า ดับแล้ว สงบแล้ว เย็นแล้ว​ ไม่ใช่พื้นที่ทดลองกิเลสในร่มผ้าเหลือง พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้พระธรรมวินัย 227 ข้อ ไว้ประดับตำรา​ แต่ให้เป็นเครื่องมือควบคุมใจ​ ​เพื่อไม่ให้ “จิต” ไหลออกไปเป็น “กรรม” และกลายเป็นภาระศรัทธาของสังคม

เรายังพอเห็นภาพงดงามจากนักบวชหลายนิกาย หลายเชื้อชาติ ที่ร่วมเดินธุดงค์เพื่อสันติภาพ ไม่รับเงิน รับแต่อาหารและน้ำ เพราะเขาเข้าใจหลักง่ายๆ ข้อหนึ่ง—เงินเข้าเมื่อไหร่ ขบวนการจบเมื่อนั้น ศาสนาพัง ไม่ใช่เพราะคนเลิกศรัทธา แต่เพราะผู้แทนศรัทธาเผลอเห็นเงินสำคัญกว่าศีล

ภาพนี้ไม่ต่างจากการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลักการคือการคัดเลือก “คนดี คนมีความสามารถ” เข้าไปบริหารประเทศ แต่เมื่อเงินกลายเป็นตัวแปรหลัก ซื้อเสียงได้ตั้งแต่ก่อนเลือก ซื้อผู้เลือกได้ และแม้แต่ซื้อผู้ที่ถูกเลือกแล้วได้อีก

ผลลัพธ์คือระบบที่ถูกกิเลสครอบ​ ทั้งวัด ทั้งสภา ต่างก็กลายเป็นพื้นที่ลงทุน ไม่ใช่พื้นที่ศรัทธา​ หากปล่อยให้เงินครองศาสนาและเงินครองการเมือง อย่าถามหาความเจริญ ความหวัง หรือศีลธรรมของสังคม เพราะมันถูกแลกเป็นธนบัตรไปนานแล้ว

และอย่าเพิ่งหัวเราะประเทศที่รั้งท้ายเอเชียเหนือเขมรขึ้นมา ถ้าเรายังยอมอยู่ใต้กะลาใบเดิมที่เรียกว่า “ช่างมันเถอะ ใครๆ ก็ทำกัน”

ผ้าเหลืองยังเหลือง รัฐสภายังตั้งตระหง่าน แต่คำถามคือ—ศีลกับศรัทธา เหลืออยู่เท่าเดิมหรือไม่

แรงไปบ้าง แต่ถ้าไม่แรง…สังคมนี้อาจไม่สะดุ้งอีกแล้ว