ยุคนี้ไม่มีใครอ้างว่า “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน” ได้อีกต่อไป ต่อให้อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ หากในครอบครองมีโทรศัพท์มือถือ โลกก็ไหลเข้าไปถึงมือทันที ข่าวสารไม่ต้องเดินธุดงค์มาหาเรา—มันกระโดดขึ้นหน้าจอเอง

คำถามจึงไม่ใช่ “รู้หรือไม่รู้” แต่คือ รู้แล้วคิดหรือไม่ และคิดแล้วทำหรือเปล่า สำหรับผู้ครองผ้าเหลือง การ “รู้เฉยๆ” ไม่ใช่คุณธรรม เพราะการบวชไม่ใช่พิธีกรรมหลบโลก แต่คือการตั้งใจ “ดับกิเลส” นิพพาน แปลตรงตัวว่า ดับแล้ว สงบแล้ว เย็นแล้ว ไม่ใช่พื้นที่ทดลองกิเลสในร่มผ้าเหลือง พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้พระธรรมวินัย 227 ข้อ ไว้ประดับตำรา แต่ให้เป็นเครื่องมือควบคุมใจ เพื่อไม่ให้ “จิต” ไหลออกไปเป็น “กรรม” และกลายเป็นภาระศรัทธาของสังคม
เรายังพอเห็นภาพงดงามจากนักบวชหลายนิกาย หลายเชื้อชาติ ที่ร่วมเดินธุดงค์เพื่อสันติภาพ ไม่รับเงิน รับแต่อาหารและน้ำ เพราะเขาเข้าใจหลักง่ายๆ ข้อหนึ่ง—เงินเข้าเมื่อไหร่ ขบวนการจบเมื่อนั้น ศาสนาพัง ไม่ใช่เพราะคนเลิกศรัทธา แต่เพราะผู้แทนศรัทธาเผลอเห็นเงินสำคัญกว่าศีล
ภาพนี้ไม่ต่างจากการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลักการคือการคัดเลือก “คนดี คนมีความสามารถ” เข้าไปบริหารประเทศ แต่เมื่อเงินกลายเป็นตัวแปรหลัก ซื้อเสียงได้ตั้งแต่ก่อนเลือก ซื้อผู้เลือกได้ และแม้แต่ซื้อผู้ที่ถูกเลือกแล้วได้อีก
ผลลัพธ์คือระบบที่ถูกกิเลสครอบ ทั้งวัด ทั้งสภา ต่างก็กลายเป็นพื้นที่ลงทุน ไม่ใช่พื้นที่ศรัทธา หากปล่อยให้เงินครองศาสนาและเงินครองการเมือง อย่าถามหาความเจริญ ความหวัง หรือศีลธรรมของสังคม เพราะมันถูกแลกเป็นธนบัตรไปนานแล้ว
และอย่าเพิ่งหัวเราะประเทศที่รั้งท้ายเอเชียเหนือเขมรขึ้นมา ถ้าเรายังยอมอยู่ใต้กะลาใบเดิมที่เรียกว่า “ช่างมันเถอะ ใครๆ ก็ทำกัน”
ผ้าเหลืองยังเหลือง รัฐสภายังตั้งตระหง่าน แต่คำถามคือ—ศีลกับศรัทธา เหลืออยู่เท่าเดิมหรือไม่
แรงไปบ้าง แต่ถ้าไม่แรง…สังคมนี้อาจไม่สะดุ้งอีกแล้ว


