ผบ.ตร.ชี้ชัด! คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี “รองโจ๊ก” ตั้งเป็นบรรทัดฐาน ฟันวินัยตำรวจผิดในอนาคต

326

ผบ.ตร. ยืนยันคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน “รองโจ๊ก” ไม่กระทบการทำงาน เตรียมนำเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน ใช้ดุลพินิจดำเนินคดีวินัย–ปกครองตำรวจทั่วประเทศ สอดคล้อง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565

จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกคำร้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ “รองโจ๊ก” ซึ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ผ่านมา

ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง มีสมาธิในการทำงาน และไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง

ผบ.ตร. ระบุว่า ไม่ว่าผลคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาในลักษณะใด ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องน้อมรับและปฏิบัติตาม เพราะถือเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องเคารพ พร้อมย้ำว่าการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย ความถูกต้อง และความเป็นธรรมเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมนำคำพิพากษาดังกล่าวไปใช้เป็น แนวทางและบรรทัดฐาน ในการดำเนินการทางวินัยและทางปกครองกับข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา และกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะอ้างอิงตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ผบ.ตร.ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลจะเป็นในลักษณะใด ล้วนถือเป็นบทเรียนและแนวทางสำคัญที่หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนำไปศึกษา วิเคราะห์ และปรับใช้ในการวางกรอบการปฏิบัติงานในอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตำรวจต่อไป