ไทยนับศพอุบัติเหตุปีละ 2 ครั้ง​”ปีใหม่-สงกรานต์” เหตุไร้วินัย​สอบใบขับขี่จ่ายใต้โต๊ะผ่านฉลุย

443

ในโลกนี้คงไม่มีประเทศไหนที่จะสะท้อนถึงความล้มเหลวการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยการนั่งนับสถิติเจ็บ ตาย และทรัพย์สินประเภทรถชนิดต่างๆ เสียหาย แบบจริงจังปีละสองครั้ง คือช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เหมือนประเทศไทยแล้ว

ซึ่งดำเนินการซ้ำๆ มากว่า 30 ปีแล้ว จนชาวบ้านรู้สึกเคยชิน บางคนพลิกความหดหู่มาเป็นโอกาสด้วยการลุ้นว่าปีนี้ตายกี่ศพ บาดเจ็บกี่ราย แล้วนำตัวเลขไปแทงหวยทั้งบนดินและใต้ดิน

ส่งท้ายปี 2568 ต้อนรับปี 2569 รัฐบาลยังดำเนินการรูปแบบเดิม กวดขันวินัยจราจรช่วง 7 วันอันตราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 ภายใต้สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยบนท้องถนน (ศปถ.) ในช่วง 7 วัน พบว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,464 คน เสียชีวิต 272 คน ภูเก็ตมีอุบัติเหตุสูงสุด 55 ครั้ง บาดเจ็บสะสมสูงสุด 58 คน กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด 22 คน สาเหตุหลัก ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.26 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 21.36 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 19.95

สาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นปัจจัยเดิมๆ คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และขับรถตัดหน้า ล้วนแต่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรแทบทั้งสิ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่มีรัฐบาลไหนแก้ได้เลย นอกจากนั่งนับศพช่วงเทศกาล

ถ้ามองให้ถึงต้นตอของปัญหา คงหนีไม่พ้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่หย่อนยาน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ขับรถที่ทำผิดกฎจราจร เมื่อโดนจับยินดีจ่ายจุดที่ถูกจับด้วยราคาที่สมยอมกันได้ กฎหมายจราจรเป็นได้แค่กำแพงนุ่น

แต่มีอีกชุดความจริงของต้นตอของปัญหาที่ถูกมองข้าม เพราะความเห็นแก่ได้ทางธุรกิจผสมผสานกับความโลภของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นี่คือการได้มาซึ่งใบอนุญาตขับขี่รถแบบง่ายๆ โดยผ่านโรงเรียนสอบขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์

การก่อตั้งโรงเรียนสอบขับรถยนต์ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก รูปแบบการเรียนการสอน ทางกรมขนส่งฯ จะกำหนดแบบให้ทางโรงเรียนไปดำเนินการสร้างสนามหัดขับรถ จำลองรูปแบบของถนนหลวงทุกประการ ไม่ว่าจะสะพาน ทางร่วมทางแยก และช่องจอดรถ เป็นต้น ทุกจุดจะติดเครื่องหมายจราจรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้

หลักสูตรการเรียนกำหนดไว้ 15 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นขับในสนามจำลอง 7 ชั่วโมง ออกถนนหลวง 3 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง อีก 5 ชั่วโมง เรียนเกี่ยวกับกฎหมายจราจร เครื่องหมายจราจร พอครบ 15 ชั่วโมง โรงเรียนจัดให้สอบข้อเขียน 50 ข้อ ต้องทำคะแนนได้ 45 คะแนนขึ้นไปถึงจะสอบผ่าน จะเสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในราคา 6,000 บาท เมื่อสอบผ่าน ทางโรงเรียนจะออกใบรับรองนำไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อขอรับใบขับขี่

ถ้ามองอย่างผิวเผินดูเป็นเรื่องปกติ แต่ในความปกติกลับซ่อนความวิบัติบนถนนแบบไม่คาดคิด เพราะโรงเรียนสอนขับรถบางแห่งมองผลประกอบการที่สร้างกำไรเยอะๆ ทำให้เกิดช่องว่าง ผู้ผ่านการเรียนไร้คุณภาพ ขาดประสบการณ์ในการขับขี่บนถนนจริง กลายเป็นต้นหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ

ครูสอนขับรถคนหนึ่งเล่าว่า หลายโรงเรียนอยากทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีการโฆษณาว่าเรียนที่นี่ผ่านแน่นอน เมื่อนักเรียนมาเข้าเรียนเยอะ คุณสมบัติไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบว่าพร้อมที่จะขับรถหรือไม่ อาทิ รับเด็กพิเศษ บางคนมีอาการทางจิตเวช ซึ่งครูผู้สอนจะสัมผัสได้ แต่พอทักท้วงกับผู้บริหารโรงเรียน กลับถูกตำหนิพร้อมบอกว่า “สอนๆ ไปเถอะ”

“ช่วงสอบข้อเขียน เด็กพิเศษทำข้อสอบไม่ผ่านเกณฑ์ ทางโรงเรียนปล่อยผู้ปกครองเข้าไปนั่งสอบแทน หรือนักเรียนบางคนสอบข้อเขียนไม่ผ่านรอบแรก รอบสองมาสอบจะมีซองขาวส่งให้ครูจึงจะสอบผ่าน ยิ่งภาคปฏิบัติไม่ต้องพูดถึง มีซองขาวมอบให้ครูเป็นกรณีพิเศษ ครูที่ยอมขายจิตวิญญาณจะเป็นที่ชื่นชมของผู้ปกครองนักเรียน” ครูคนเดิมระบุ และว่าการสอบใบขับขี่ที่กรมการขนส่งทางบก จะยากกว่าที่โรงเรียนสอบขับรถ เช่น สอบข้อเขียนขาดเพียงคะแนนเดียวต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ หรือสอบปฏิบัติเพียงแค่ถอยเข้าจอดรถเอียงก็ไม่ผ่านแล้ว

คนสอนขับรถระบุอีกว่า ที่โรงเรียนสอบขับรถปล่อยผ่านแบบได้ใบขับขี่ง่ายๆ คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูง เพราะใบขับขี่ได้มาง่าย ความมักง่ายในการขับขี่รถจะบังเกิด มีตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน ขับรถชนคนตายหรือเจ็บบนทางม้าลาย ถ้าผู้ขับขี่เคารพกฎฯ หรือได้เรียนรู้กฎฯ อย่างจริงจังช่วงที่เรียน ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“การต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ กรมการขนส่งฯ ควรตรวจสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ขอต่อใบอนุญาตด้วย ตัวอย่างล่าสุด ชายสูงวัยขับรถกระบะย้อนศรบนถนนวิภาวดีรังสิต ชนรวด 6 คัน ตรวจสอบพบป่วยจิตเวช หรือชายวัย 50 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนโรงเรียนอนุบาลที่ลำปาง อาคารพัง เด็กเจ็บ 1 คน ตรวจสอบพบป่วยจิตเวชเช่นกัน” ครูคนเดิมระบุ และว่าหากกรมขนส่งฯ อยากทดสอบคนที่ผ่านโรงเรียนสอนขับรถฯ ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ ลองสุ่มสอบปากเปล่าเกี่ยวกับเครื่องหมายจราจรสัก 2-3 เครื่องหมาย และสอบภาคปฏิบัติสักสองสถานี รับรองว่าความจริงจะประจักษ์ถึงคุณภาพการสอนแน่นอน

ดังนั้น ในช่วงที่กำลังหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. อยากให้พรรคการเมืองต่างๆ ให้ความสำคัญ ประกาศนโยบายการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับต้นๆ พอชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เร่งแก้ทันทีแบบจริงจัง รวมถึงยกเครื่องรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนสอนขับรถให้มีมาตรฐานสูง เพื่อหยุดสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินปีละนับหมื่นล้าน จะเป็นการตัดวงจรมานั่งนับศพปีละสองครั้งไปโดยปริยายด้วย!!!