รกท.เจ้าอาวาสวัดประชาระบือธรรม ชี้แจงกรณีอดีตเจ้าอาวาสยักยอกเงินกฐิน 1.3 ล้านจนเหลือติดบัญชีแค่ 1,700 บาท! พบพิรุธซ้ำ นำเงินวัดจ่ายประกันชีวิต-รีโนเวตห้องน้ำราคาพุ่ง 6 แสน รักษาการเจ้าอาวาสขอเดินหน้าตรวจสอบ ถึงแม้จะโดนข่มขู่

วันนี้ (8 ม.ค.) ที่ วัดประชาระบือธรรม ท่านพระครูสังฆรักษ์พรประจักษ์ ปุญญธนสิริวโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดประชาระบือธรรม ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณี “พระครูปลัดสุรพล ธัมมะเชฏโฐ” อดีตเจ้าอาวาสวัดประชาระบือธรรม ยักยอกเงินวัดไปใช้กว่า 1.3 ล้านบาท
ซึ่งเรื่องนี้ ท่านรักษาการเจ้าอาวาสชี้แจงว่า จำนวนเงินดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดประชาระบือธรรม แต่เป็นเงินที่ พระครูปลัดสุรพล ได้มาจากการทอดกฐินตั้งแต่สมัยปี 2563 ซึ่งท่านมีเจตนาจะนำเงินทอดกฐินไปมอบให้กับวัดโพนงาม จังหวัดหนองบัวลำภู ในการก่อสร้างโบสถ์ แต่จำนวนเงินที่ได้มาไม่เพียงพอในการสร้างโบสถ์ พระครูปลัดสุรพล จึงเก็บเงินดังกล่าวไว้กับตัวก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องส่วนตัว ระหว่างพระครูปลัดสุรพล กับวัดโพนเงิน วัดประชาระบือธรรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆด้วย
ในส่วนของวัดประชาระบือธรรมนั้น จะมีแค่เรื่อง นำเงินของวัดไปใช้จ่ายในลักษณะส่วนตัว โดยมีการนำเงินวัดไปชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นจำนวนเงิน 42,030 บาท โดยมีวงเงินเอาประกัน 725,890 บาท
จากการตรวจสอบเอกสารกรมธรรม์ พบว่า ผู้รับมอบอำนาจตามกรมธรรม์ระบุเป็นวัดประชาระบือธรรม อย่างไรก็ตาม ไวยาวัจกรของวัดแสดงความกังวลว่า อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ในภายหลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและทรัพย์สินของวัด

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบบัญชีเงินของวัด จำนวน 7 บัญชี พบว่า มีการตรวจสอบแล้ว 4 บัญชี โดยพบความผิดปกติในการใช้จ่ายเงินหลายรายการ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผิดประเภท และไม่มีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการเบิกจ่าย หรืออาจกล่าวได้ว่า อดีตเจ้าอาวาสมีการโยกย้ายเงินระหว่างบัญชีต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในกิจส่วนตัว จนยากต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน
ทางเจ้าคณะแขวงถนนนครไชยศรี จึงมีหนังสือคำสั่งให้พระครูปลัดสุรพล พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประชาระบือธรรม และมีการแต่งตั้งพระครูสังฆรักษ์พรประจักษ์ ปุญญธนสิริวโร ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568 แต่ไม่ได้ให้พระครูปลัดสุรพลออกไปจำวัดที่อื่น ถึงแม้ว่าต้องกังวลเรื่องความโปร่งใสในการตรวจสอบ แต่ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ถ้าหากตนไปขับไล่ออกจากวัดก็อาจจะต้องมีความผิดตามมาตรา 157
หลังจากนั้นตนได้เรียกพระครูปลัดสุรพลมาชี้แจง ก็ยอมรับว่าได้นำเงินวัดไปซื้อประกันชีวิตจริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2568 ซึ่งเรื่องคดีความตอนนี้อยู่ในการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนเรื่องเงิน 1.3 ล้านบาท ตนก็ได้สอบถามว่านำไปใช้อะไร พระครูปลัดสุรพลบอกว่าไปใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันเหลือเงินในบัญชี 1,700 บาทเท่านั้น

รักษาการเจ้าอาวาส ยังบอกอีกว่า ตั้งแต่ตนมารับตำแหน่ง ก็มีสายปริศนาโทรมาข่มขู่ในแง่ของกฎหมาย แต่ตนก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร เพราะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่
นอกจากนี้ ในส่วนของวัดประชาระบือธรรม ยังมีกรณีของการรีโนเวตห้องน้ำในราคา 600,000 บาท ซึ่งราคาถือว่าแพงเกินจริง จากที่เคยตั้งงบไว้แค่ 300,000 บาทเท่านั้น ไวยาวัจกรจึงพาทีมข่าวไปตรวจสอบ ก่อนจะเปิดเผยว่า ในราคา 600,000 บาทกับสภาพที่ได้ถือว่าค่อนข้างแพงเกินจริง เพราะสุขภัณฑ์บางอย่างก็ยังไม่สมควรที่จะต้องเปลี่ยน ถึงแม้ว่าตอนนั้นกรรมการวัดจะมีการคัดค้านและไม่เห็นด้วย แต่อำนาจการตัดสินใจทุกอย่าง ก็ขึ้นอยู่กับที่พระครูปลัดสุรพลเท่านั้น
หลังจากนั้นทีมข่างได้ขึ้นไปหาพระครูปลัดสุรพลที่กุฏิ พยายามเคาะเรียกให้ท่านออกมาชี้แจงกับทีมข่าว แต่ก็ได้รับความเงียบเป็นคำตอบ ถึงแม้ว่าภายในกุฏิจะเปิดไฟทิ้งไว้ และจุดที่แปลกก็คือ กุฏิพระครูปลัดสุรพล เป็นกุฏิเดียวที่มีการติดกล้องวงจรปิดไว้หน้ากุฏิ

