โผล่อีกรายพยานสำคัญ ให้การมัด”รองฯโจ๊ก” แฉยับรวมหัวเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จัดฉากแต่งบัญชี ชี้แจงทรัพย์สินเท็จ จ่อรื้อคดีมาทำใหม่ หลังถูกดองนานหลายปี

271

กรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อกมาเปิดโปงพฤติกรรมของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก และพวกรวม 6 คน ที่ร่วมกันติดสินบนทองคำแท่งน้ำหนัก 246 บาท ให้กรรมการ ป.ป.ช. ช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนันออนไลน์ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. ด้วย ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า วันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน ขณะนี้มีการแจ้งข้อหาไปแล้ว 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสมบัติ ธรธรรม และส่วนที่เรียกตัวมาสอบปากคำไปบ้างแล้ว เช่น นายสุรสิทธิ์ ขณะอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาได้เมื่อไหร่ สำหรับผู้ต้องหาที่เหลือก็มีการออกหมายเรียกให้เข้ามาพบแล้ว แต่ยังไม่มีใครเข้ามา ทั้งนายสรพงษ์ และนายสุรสิทธิ์ ส่วนนายสามารถ ทราบว่า ยังอยู่ที่ต่างประเทศ ขณะที่นาย เอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. นั้นยังไม่ได้ออกหมายเรียก เนื่องจากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการเรียกพยานปากสำคัญมาสอบเพิ่มเติมอีกหลายปาก ซึ่งคำให้การของพยานส่วนนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนกรณีที่ปรากฎข้อมูลในคลิปเสียงลับที่มีการกล่าวพาดพิง ลักษณะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้เงินรายเดือนเพื่อดูแล นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. เดือนละ 1 แสนบาท นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นก็พอมีพยานหลักฐานในเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่ต้องขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อน ทั้งนี้หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จำเป็นต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกมาเป็นอีกหนึ่งคดี เนื่องจากเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อถึงกรณีที่ต้องส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้ เพราะจะได้ทราบแนวทางทางกฎหมายของ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ถ้าส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจ ก็จะต้องพิจารณาอีกทีว่าผู้เกี่ยวข้องที่เหลือ จะกันไว้เป็นพยาน หรือแจ้งข้อกล่าวหา โดยวันนี้ยังไม่มีใครประสานเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีสินบนทองคำแท่ง ยังมีการสืบพบพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นหลักฐานใหม่ ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนคดี “ร่ำรวยผิดปกติ แจงทรัพย์สินเท็จ” ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นมาดำเนินการใหม่อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้คดีถูกเก็บไว้ในความดูแลของ ป.ป.ช. ภายใต้การควบคุมของนายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. มานานหลายปี แต่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

สำหรับเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีให้ความสนใจ และเร่งตรวจสอบ อันเป็นผลมาจากมีพยานรายใหม่ ที่เพิ่งเข้ามาให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เมื่อวาน ( 7 ม.ค. ) ที่ผ่านมา โดยพยานรายนี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากพยานรายนี้ ยืนยันว่าตนเองถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้ให้ติดต่อประสานกับนายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช. และนายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ในการจัดทำเอกสารชี้แจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เพื่อแสดงต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้ออาวุธปืนจำนวนกว่าร้อยกระบอกมาครอบครอง

ทั้งนี้จากคำให้การของพยาน นั้นสอดคล้องกับแนวทางการสืบสวน ที่พบว่าการจัดทำเอกสารชี้แจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีการทำกันเป็นขบวนการ เริ่มจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งให้ ลูกน้องนำข้อมูลทรัพย์สินอาวุธปืนที่มีอยู่ทั้งหมดไปมอบให้กับ นายสมบัติ และ นายสรพงษ์ ลูกน้องของนายสมบัติ ที่บ้านพักของนายสรพงษ์ เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลวางแนวทางการตบแต่งบัญชี เพื่อปกปิดช่องโหว่ หรือข้อสงสัยต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบ

นอกจากนี้ระหว่างการจัดทำเอกสารชี้แจงนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังให้ลูกน้องจัดซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้กับนายสมบัติ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้สำหรับติดต่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจาก นายสมบัติ รับโทรศัพท์เครื่องนี้ไปก็มีการสร้างแอคเคาท์บัญชีไลน์อวตารใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อบัญชี ว่า “ทัตเทพ” เพื่อปกปิดตัวตน และ ยากต่อการตรวจสอบ หากเรื่องดังกล่าวถูกเปิดโปงขึ้นมาอีกด้วย

ภายหลังการหารือ ทั้งนายสมบัติ และนายสรพงษ์ มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องจัดทำข้อมูลเท็จเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ซื้อปืนขึ้นมาเพื่อปิดช่องโหว่ โดยเสนอให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำนิติกรรมอำพรางขึ้นมา เพื่อนำไปใช้อ้างอิงที่มาของเงินซื้อปืน ว่าเป็นเงินรายได้ส่วนแบ่งค่านายหน้าซื้อขายพระเครื่อง

ต่อมาหลังได้แนวทางสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงติดต่อไปยังนายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ให้กุเรื่องซื้อขายพระต่างๆขึ้นมา ก่อนจะมีการแอบอ้างว่ามีการซื้อขายพระเครื่องกับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง และเซียนพระต่างๆ จนเป็นแหล่งที่มาของเงินทั้งหมด จากนั้นก็จะนำยอดเงินดังกล่าวไปยื่นขอชำระภาษีย้อนหลัง 5-6 ปี ทั้งนี้การทำนิติกรรมอำพรางซื้อขายพระเครื่องแต่ละครั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวก จะทำให้ยอดเงินค่านายหน้าซื้อขายพระสัมพันธ์กันกับยอดเงินซื้อปืนด้วย

พร้อมกันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังให้ลูกน้องนำเงินสดจำนวนมากจากบ้านของตนเอง ไปส่งมอบให้กับ นายสมภพ หรือ “อั้ง เมืองชล” ที่บ้านพัก เพื่อจัดฉากถ่ายรูปสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนขนเงินสดกลับไปเก็บไว้ที่บ้านพักตามเดิมในวันเดียวกัน

ขณะที่ขั้นตอนการทำเอกสารชี้แจงเท็จ นายสมบัติ จะให้ นายจัตุรงค์ พนักงานไต่สวน ป.ป.ช. ร่างเอกสารขึ้นมา ก่อนส่งมาให้ตนเองตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนนำส่งให้เจ้าหน้าที่หญิงของ ป.ป.ช. รายหนึ่ง อักษรย่อ อ. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน ตรวจคำชี้แจงดังกล่าว หากยังมีข้อบกพร่อง ก็จะแจ้งเตือนกลับมา ให้แก้ไขด้วย

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ว่าช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อาทิ ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกจัดหาคิวฉีดวัคซีนโควิด การจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด รวมถึงยังพบว่า ในห้วงเวลาเดียวกัน คนใกล้ชิด หรือ ภรรยา ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ บางรายยังได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจ ผ่านหลักสูตร กอศ. เมื่อปี 2566 อีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ภรรยา หรือ คนใกล้ชิด ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่อีกด้วย