นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รับเรื่องร้องเรียนจากการที่มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาตั้งมาตรฐานเรื่องหน่วยกู้ภัยนั้น มีช่องโหว่ที่ควรปรับปรุง ในเรื่องของการขาดบุคลากรที่มีการฝึกอย่างได้มาตรฐานเพื่อช่วยประชาชนให้ทันการณ์ เพราะหน่วยพยาบาลที่มีแพทย์ และพยาบาลเคลื่อนที่ประจำรถพยาบาลสามารถรองรับการบริการผู้ป่วยได้เพียงแค่ 25% ของอุบัติเหตุทั้งหมด ในขณะที่หน่วยกู้ภัยในท้องถิ่น และท้องที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 75% ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ต้องการหน่วยกู้ภัยที่มีมาตรฐานให้สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแพงมาก และมีฝึกเพียงแค่ 4 แห่งในประเทศไทยเท่านั้น ไม่กระจายอย่างกว้างขวางจะทำให้ผู้ที่มีจิตอาสาเป็นหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินเมื่อเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุแต่ไม่สามารถปฏิบัติการได้ เพราะขัดกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุขนี้ ทำให้ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บในท้องถนนต้องรอคอยรถพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานกว่านานกว่า 4-5 เท่าของรถท้องถิ่น ทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายและพิการได้ จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเปิดศูนย์ฝึกทั่วประเทศ และลดค่าใช้จ่ายในการใช้ฝึกอบรมที่เป็นค่าธรรมเนียม

ด้านนายพิสิษฐ์ พงษ์ศิริศุภกุล เลขาธิการมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมตัวแทนเครือข่ายกู้ชีพ ทั้ง 4 ภูมิภาค คัดค้านประกาศ สพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ พ.ศ.2560 นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ประกาศฉบับดังกล่าว ส่งผลต่อเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นฐาน (First Responder: FR) ที่ได้ผ่านการอบรม และฝึกทักษะจนเชี่ยวชาญ ไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยได้ ขณะที่ประกาศฉบับดังกล่าว ซึ่งได้ระบุเพิ่มเติม ว่าบุคลากรระดับ EMR ขึ้นไป ที่จะสามารถช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้เท่านั้น ซึ่งทางปฏิบัติแล้วไม่มีพื้นที่ไหนจะปฏิบัติได้ เนื่องจากบุคลากรในระดับ EMR ในส่วนกลาง ยังมีน้อย ส่วนระดับภูมิภาคแทบจะไม่มี เพราะเฉลี่ยหนึ่งปี จะมีบุคลากรในระดับดังกล่าว สำเร็จออกมาไม่ถึง 200 คน

จากข้อมูลบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน First Responder (FR) ต่อมาคือระดับกลาง Basic Life Support (BLS) และระดับสูง Advance life support (ALS) หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ในมูลนิธิ สมาคม รวมทั้งกู้ชีพ-กู้ภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับ FR ซึ่งผ่านการอบรม และทดสอบตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน ถึงจะขึ้นทะเบียนเป็น FR ได้ และข้อมูลย้อนหลังประมาณ 2 ปีก่อน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ประกาศกำหนดในเรื่องการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นระดับ Emergency Medical Responder (EMR) ซึ่งก็คือ FR ที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติมอีก 16 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่า สพฉ.ไม่สามารถดำเนินการปรับระดับขีดความสามารถของ FR ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งประกาศฉบับล่าสุดนี้ที่ระบุว่าการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นบุคลากรระดับ EMR ขึ้นไป จะส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติและเกิดความเสี่ยงแก่ผู้ป่วยที่รอการช่วยเหลืออย่างแน่นอน