ชาวญี่ปุ่นแต่งชุดไว้ทุกข์ บรรเลงขลุ่ยและโกโตะเพลงพระราชนิพนธ์ Love at Sundown อย่างอ่อนโยนและตั้งใจ พร้อมสอดแทรกภาพพระอาทิตย์ตก–หิมะโปรย สื่อถึงความอาลัยและรักนิรันดร์ที่แดนอาทิตย์อุทัยมอบถวายแด่พระผู้ทรงเป็นดวงใจของชาวไทย

ชาวญี่ปุ่นเล่นถวายตอนช่วงงานพระบรมศพช่างไปหาพระบรมฉายาลักษณ์ที่หายากสมัยเสด็จฯ ประพาสญี่ปุ่นมาประกอบเพลงได้ด้วย เขาใส่ชุดไว้ทุกข์มาเป่าขลุ่ยและเล่นโกโตะเพลงนี้ให้อย่างตั้งใจ การเลือกเพลงนี้ก็มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับจิตใจชาวญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาเป็นชาติที่ลึกซึ้ง เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ภาษาอังกฤษคือ Love at Sundown เขาบรรจงเลือกเพลงนี้มาบรรเลงถวายเพราะหลายเหตุผล
1) ชื่อเพลงแปลตรงตัวเลยก็คือ ความรักที่มีให้ (หรือมอบให้)ในยามอาทิตย์อัสดง ซึ่ง Sundown นี้ภาษาอังกฤษยังสามารถสื่อได้ถึงยามเศร้า ความพลัดพราก การจากไปได้ด้วย จึงแปลได้ว่า การบรรเลงเพลงนี้ในครั้งนี้ คือความรักที่ (ชาวญี่ปุ่น) ขอมอบให้ (ชาวไทย คนไทย ชาติไทย) ในยามที่เราพบกับความพลัดพราก
หรืออาจแปลได้ว่า การบรรเลงเพลงนี้ในครั้งนี้คือความรักที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ขอถวายแด่พระองค์ท่าน ในยามที่ทรงเสด็จฯ สู่สวรรคาลัย
2) ทำนองสามารถนำมาเล่นด้วยโน้ตของเครื่องดนตรีโบราณญี่ปุ่นอย่างโกโตะในจังหวะที่เนิบช้า อ่อนโยน บ่งบอกถึงความเศร้าโศกได้ดี โน้ตเครื่องดนตรีโบราณญี่ปุ่นไม่เหมือนโน้ตเพลงตะวันตกที่ทรงใช้ การปรับโน้ตนั้นไม่ง่าย ยิ่งทำให้ฟังแล้วซึ้งเพราะแสดงว่าเขาต้องพยายามมาก จึงยิ่งสื่อถึงความตั้งใจทำเพลงนี้ของเขา
3) ญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า อาทิตย์อุทัย คือ พระอาทิตย์ขึ้นการจงใจใช้พระอาทิตย์ตกสื่อถึงความเศร้าสร้อยของคนญี่ปุ่นจึงลงตัวเป็นพิเศษ นัยว่า แม้พระอาทิตย์ (คือชาวญี่ปุ่น ชาติญี่ปุ่น) ก็ยังรู้สึกโศกเศร้าในการพลัดพรากนี้ ถ้าสังเกตในคลิปดี ๆ ท่านจะเห็นเขาใช้พระอาทิตย์ขึ้นตอนต้นพลงและคล้อยบ่ายกลาง ๆ เพลงและพระอาทิตย์ตกช่วงเพลงจบ

นอกจากพระอาทิตย์ตกแล้ว ถ้าท่านสังเกตดี ๆ จะมีฉากหิมะตกปรอย ๆ ในวัดโบราณที่ขลัง ๆ ในกรุงเกียวโตอยู่หลายฉากอีกด้วย
คนญี่ปุ่นมอง 4 ฤดูเป็นแต่ละช่วงของชีวิต โดยเริ่มต้นที่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งใบไม้อ่อนแตกหน่อแตกช่อออกมา บ่งบอกถึงวัยเยาว์เกิดใหม่และเติบโต ต่อมาก็ฤดูร้อน สดใส ร่าเริง หนุ่มสาว พอกลางคนเข้าก็เป็น
ฤดูใบไม้ร่วงและช่วงท้ายสุดของชีวิตที่จะเจ็บป่วยและพลัดพรากจากไป ก็เป็น ฤดูหนาว ใบไม้หลุดไปเกลี้ยงแล้ว อากาศหนาวเย็นไปถึงกระดูก ดูโศกเศร้า แห้งแล้ง มีแต่ต้นไม้ยืนตายอยู่ ภาพหิมะตกจึงสะท้อนความรู้สึกการจากไป เหมือนกวีนิพนธ์ไฮกุ จะต้องมีคำระบุฤดูทุกบท แต่จะไม่พูดตรง ๆ ว่าฤดูหนาว แต่จะสื่ออย่างสุนทรีย์อ้อม ๆ แทน เช่น รอยเท้าเดียวดายบนหิมะ ฯลฯ

แล้วทำไมต้องหิมะตกในวัดที่เกียวโต อันนี้ยิ่งลึกซึ้งมากสถาบันจักรพรรดิอยู่เก่าแก่คู่กับญี่ปุ่นมามากร่วม 2,000 ปี และมีการย้ายเมืองหลวงไปหลายครั้งหลายที่ก็จริง แต่อยู่ที่เกียวโตนานที่สุด และที่เป็นวัดพุทธ เพราะเจ้าชายโชโตกุซึ่งเป็นราชวงศ์ เป็นบุคคลแรกที่สนับสนุนพระพุทธศาสนาให้เริ่มต้นเติบโตในญี่ปุ่น
ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นชินโต ความสัมพันธ์ของสถาบันจักรพรรดิกับพระพุทธศาสนามีมานานเป็นพันปี
ที่สำคัญหลังยุคซามูไรปกครองประเทศซึ่งช่วงนั้นอำนาจองค์พระจักรพรรดิเหลืออยู่แต่เพียงในนาม พอมีการคืนอำนาจให้องค์พระจักรพรรดิเป็นครั้งแรก ก็เกิดขึ้นที่กรุงเกียวโต หลังจากนั้นแม้ย้ายเมืองหลวงมาโตเกียวในยุคสมัยใหม่ ทุกครั้งที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะต้องกลับไปที่เกียวโตเสมออีกด้วยภาพหิมะตกที่วัดกรุงเกียวโตคนญี่ปุ่นเขาต้องการสื่ออะไรบ้างในเพลง
ดังนั้น เรื่องพระอาทิตย์ที่ว่าก่อนหน้านี้สำหรับการเลือกเพลง Love at Sundown นั้น ยิ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เขาเลือกมาบรรเลงถวายในหลวง ร.๙ ของเรา
ภาพที่สวย สง่างาม ขลัง สมพระเกียรติ โศกเศร้า หนาวจับใจไปถึงกระดูก พร้อมกับเพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อ..
ระหว่างเพลงพอเห็นพระนามพระองค์ท่านขึ้นบนฉากสีดำหลังคำว่า “Music by :…” พร้อมดนตรีขึ้นอีกรอบแล้ว…

