พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโยผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุม นางสาวชนิสรา น่วมศิริ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน เจ้าของร้านต้นเงิน package และเป็น แอดมินเพจ ‘ต้นเงิน package’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นผู้จำหน่าย/ออกแบบกิ๊ฟช็อป หลอกให้ผู้เสียหายกว่า 200 คนร่วมทำธุรกิจ โดย จะส่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบ เป็นของกิ๊ฟช็อปต่างๆให้กับผู้เสียหายก่อนจะให้ผู้เสียหายแพ็คบรรจุสินค้าและส่งกลับมาให้กับนางสาวชนิสราแลกกับค่าจ้างและกำไรในราคาสูงเพื่อเป็นแรงจูงใจ แต่แล้วเมื่อผู้เสียหาย แพ็คบรรจุสินค้าส่งกลับ ไปยังผู้ต้องหากลับไม่ได้เงิน ค่าแรงใดๆกลับมา จึงรวมตัวกันแจ้งความ ก่อนที่ตำรวจจะตามจับกุมไว้ได้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา
เบื้องต้น พบมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท

“รวบหนุ่มเเสบ”อ้างสื่อ ว่าภรรยาถูกหลอกขายตัวต่างประเทศ

พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล รองประธานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุมนายนาวิน สลาประโคน อายุ 27 ปีชาวจังหวัดบุรีรัมย์ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาครในข้อหานำเข้า ข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หลังสร้างเรื่องหลอกลวง โดยการนำข้อมูล ไปบอกกับสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งว่ามีหญิงซึ่งเป็นภรรยาของตนถูกหลอกบังคับให้ไปขายตัว ที่ประเทศเกาหลีใต้และต้องการความช่วยเหลือและเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการเร่งด่วน ตำรวจจึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ในประเทศเกาหลีใต้และพบตัวหญิงที่ นายนาวิน อ้างว่าเป็นภรรยาจึง นำตัวกลับมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่แล้วหญิงคนดังกล่าว ได้ให้การกับตำรวจที่ให้การช่วยเหลือว่าแท้จริงแล้วตนไม่ได้เป็นภรรยาของนายนาวินแต่ยอมรับว่าเคยคบหากันก่อนจะเลิกราการเนื่องจากทราบว่านายนาวินมีภรรยาอยู่แล้ว แวะมาพบกับตนเพื่อหลอกลวงต้องการนี้ตนจึงหนีไปทำงานที่ร้านอาหารใน ประเทศเกาหลีใต้ โดยยืนยันว่าไม่ได้ถูกหลอกหรือบังคับให้ไปขายตัว ซึ่งนายนาวินเมื่อทราบว่าตนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ก็พยายาม ขอคืนดีแต่ตนไม่ยินยอมจึงโทรศัพท์ข่มขู่และบอกว่าจะ สร้างเรื่องโกหกพร้อม ประจานให้ตนเองได้รับความเสียหาย กระทั่ง มีเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้มาหารุ่นที่ทำงานและนำตัวส่งกลับมายังประเทศไทย ตำรวจสืบสวนพบว่าเรื่องราวเป็นจริงตามที่หญิงสาวคนดังกล่าวเล่านำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับกระทั่งสามารถจับกุมตัวนายนาวินได้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ชุดสืบสวนพร้อมกับตำรวจสภ.กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร สามารถจับกุมนางสาวพรธิชา มูลมั่ง อายุ 20 ปีชาวจังหวัดอุบลราชธานี ในข้อหาร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังเปิดเป็นสถานประกอบการพร้อมมีการโฆษณาผ่านทาง facebook ว่าสามารถพาคุณไปทำงานเป็นหมอนวดแผนโบราณในประเทศเกาหลีใต้ได้ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสถานประกอบการดังกล่าวไม่มีผู้ที่มีใบอนุญาตจัดหางานแต่อย่างใด

ในกรณีดังกล่าว นำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 4 รายได้แก่ นางสาวจิดาภาหรือเมย์ กาญจนะโยธา อายุ 31 ปีชาวจังหวัดจันทบุรี / นางสาวปาลิดาหรือ แอน โนนิล อายุ 38 ปีชาวจังหวัดลำปาง นางสาวปราณี บุดดาวงษ์ อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวชนิดา จันทะบัณฑิต อายุ 31 ปีชาวจังหวัดลำปาง ในข้อหา รวมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน

เปิดปฏิบัติการกวาดล้างผู้หาคดีแสร้งรักออนไลน์

พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล รองประธานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในคดีแสร้งรักออนไลน์ ครั้งที่ 9 โดยได้คืนเงินให้กับผู้เสียหายในคดีของ สภ.เมืองนครสวรรค์ ที่ถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงินจำนวน 134,300 บาท ซึ่งในคดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้จำนวน 98,300 บาท

สำหรับสถิติการรับแจ้งเหตุคดีโรเเมนซ์สแกมของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตั้วแต่วันที่ 22 มิถุนายนถึง 17 ธันวาคม จำนวน 216 คดี มูลค่าความเสียหาย 113,722,055 บาท โดยสามารถอายัดเงินคืนให้กับผู้เสียหายได้ 15 ราย รวมเป็นเงิน 2,824,389 บาท ซึ่งจากการขยายผลของตำรวจพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนมาก เป็นขบวนการ เข้าลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับต่อศาลทั้งหมด 12 ราย เป็นชาวไทย 8 ราย ชาวไนจีเรีย 4 ราย ซึ่งตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวได้ 2 ราย ดำเนินคดีอื่น 4 ราย อายัดตัวไว้แล้ว 6 ราย และหลบหนีออกนอกประเทศจำนวน 1 ราย โดยผู้ต้องหาที่หลบหนีจะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

โดยล่าสุดได้มีปฏิบัติการระดมกวาดล้างผู้ต้องหาคดีโรแมนซ์ สแกม และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 8-17 ธันวาคมที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาโรแมนซ์สแกม 58 ราย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 6 ราย และได้อายัดตัวผู้ต้องหาอีก 5 ราย นอกจากนี้ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 17 ราย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 1 ราย