ในโลกของพฤกษศาสตร์ วิทยาการใหม่ ๆ ไม่เพียงแค่เปิดเผยสิ่งที่ไม่เคยรู้ แต่ยังพลิกนิยามความเข้าใจเดิมที่มีมายาวนาน เช่นเดียวกับ “กระวาน” พืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่ฝังรากลึกในครัวไทยมาเนิ่นนาน วันนี้ได้ชื่อใหม่ในแวดวงวิชาการว่า Wurfbainia vera (Blackw.) แทนชื่อเดิม Amomum verum Blackw. ที่นักวิชาการใช้กันมานานหลายทศวรรษ

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เกิดจากผลการศึกษาทางชีววิทยาโมเลกุล นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Hugo de Boer นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ และคณะ ที่ค้นพบว่า สกุล Amomum ซึ่งเป็นสกุลดั้งเดิมของกระวานนั้น แท้จริงมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากกว่าที่เคยคิดไว้ สามารถแยกออกได้เป็นหลายสกุล กระวานจึงถูกจัดกลับไปยังสกุล Wurfbainia ซึ่งเคยมีอยู่มาก่อนแต่ถูกยุบไปในช่วงหนึ่ง
ปัจจุบัน สกุล Wurfbainia มีสมาชิกประมาณ 27 ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ตั้งแต่อัสสัม บังคลาเทศ จีน เมียนมา ไทย ไปจนถึงภูมิภาคมาเลเซีย ถือเป็นกลุ่มพืชที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

กระวาน เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า ใบเดี่ยวเรียงตัวในระนาบเดียวกัน ช่อดอกแทงขึ้นจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีขาว กลีบปากมีแถบสีเหลือง ผลมีลักษณะกลมหรือเป็นพูตื้น ๆ กระวานที่พบมากในประเทศไทยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี
การใช้ประโยชน์จากกระวานนั้นครอบคลุมทั้งในด้านอาหารและสมุนไพร หน่ออ่อนสามารถนำมารับประทานสดจิ้มน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงป่า ผัดพริกแกง ต้มยำ หรือไข่เจียว เมล็ดแห้งมีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กระวานไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว ในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุง ยังพบพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน เรียกว่า Wurfbainia testacea (Ridl.)จุดสังเกตที่สำคัญคือ กลีบดอกมีแถบสีแดง 2 แถบคู่กลางกลีบ ซึ่งต่างจากกระวานภาคตะวันออกที่มีเพียงแถบสีเหลือง
การเปลี่ยนชื่อพฤกษศาสตร์ของกระวานในครั้งนี้ แม้จะดูเป็นเรื่องเฉพาะทางในแวดวงวิชาการ แต่แท้จริงแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ที่ไม่หยุดนิ่ง และยังช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพที่เรามีอยู่ในประเทศ
อ้างอิง
- Taxon เล่มที่ 67(1) หน้า 6–36, ค.ศ. 2018
- หนังสือ “การใช้ประโยชน์พืชวงศ์ขิงในประเทศไทย” หน้า 50–51 และ 54–55, องค์การสวนพฤกษศาสตร์, พ.ศ. 2563

