ที่ กองปราบปราม พันตำรวจ​เอก​ จิรภพ ภูริเดช รักษาราชการแทนผู้บังคับการ​กองปราบ​ปราม (รรท.ผบก.ป.)​ สั่งการให้ พันตำรวจ​เอก​ ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้กำกับ​การ​ 5​ กองปราบ​ปราม (ผกก.5 บก.ป),พันตำรวจ​โท​ อภิสันฐ์ ไชยรัตน์ รองผู้กำกับ​การ​ 5​ กองปราบ​ปราม​ (รองผกก.5 บก.ป),พันตำรวจ​โท​ วิศิษฏ์ ศรียาภัย สารวัตร​กองกำกับการ​ 5​ กองปราบ​ปราม (สว.กก.5 บก.ป.)​ นำกำลังจับกุม น.ส.ปาณิสรา น้ำบุ่น อายุ 47 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ตามหมายจับศาลแขวงนครปฐมที่ 210/2555 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ข้อหา”ร่วมกันฉ้อโกง” ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

พันตำรวจ​โท​ อภิสันฐ์ กล่าวว่า​ เมื่อต้นปี 2554 น.ส.เพ็ญนภา คุ้มถนอม อายุ 32 ปี ผู้เสียหายได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 200 เม็ด และยาไอซ์อีก 4 กรัม ถูกพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว​ ดำเนินคดีข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาได้มี น.ส.หนูนี​ (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ซึ่งเป็นญาติกับ น.ส.เพ็ญนภา บอกว่า น.ส.ปาณิสรา กับนายทรงพล ทรงเมตตาธรรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศ พ.อ. สามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือให้หลุดคดีได้ ทำให้นางพรทิพย์ คุ้มถนอม ซึ่งเป็นมารดาของ น.ส.เพ็ญนภา ได้เอาเงินให้กับ น.ส.ปาณิสรา และนายทรงพล เพื่อวิ่งเต้นคดีจำนวน 1.2 ล้านบาท

พันตำรวจ​โท​ อภิสันฐ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นปรากฏว่า น.ส.เพ็ญนภา ได้ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี ทำให้นางพรทิพย์ฯ​ มารดา​ เชื่อว่าถูกหลอก จึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยเมื่อปี 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ​ 5​ กองปราบ​ปราม (กก.5 บก.ป.)​ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายทรงพล ได้ที่ จ.ชลบุรี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยหลอกผู้อื่นว่าเป็นทหารยศ พ.อ. สามารถวิ่งเต้นออกโฉนดที่ดินได้ ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางราชบุรี ต่อมาจึงได้ขยายผลออกสืบสวนติดตามจับกุม น.ส.ปาณิสราฯ ผู้ต้องหารายนี้ จนทราบว่าได้หลบหนีไปทำงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน น.ส.ปาณิสรา​ ฯให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเนื่องจากตนก็ถือเป็นผู้เสียหายเช่นกันโดยเมื่อปี 2554 หลังรู้จักกับนายทรงพล และยังรู้ว่านายทรงพลเป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงข้าราชการ สามารถวิ่งเต้นทางคดีได้ ซึ่งตนก็เคยขอให้ช่วยต้องเสียเงินไปเป็นแสน ขณะเดียวกันพอมีคนรู้จักเดือดร้อนเลยช่วยแนะนำนายทรงพลให้ช่วยในเรื่องต่างๆ ซึ่งหลังจากรู้ว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นญาติห่างๆ มีลูกสาวคือ น.ส.เพ็ญนภา ที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด จึงได้มอบเบอร์โทรศัพท์ของนายทรงพลให้ ซึ่งการพูดคุยต่างๆ ตนไม่รู้เรื่องและเงินก็ไม่เคยได้สักบาทเดียว แต่หลังทราบความจริงว่ามีเรื่องทางคดีกันและตนก็ถูกหลอก แถมถูกฟ้องร้องว่ามีส่วนรู้เห็นร่วมกับเขา ทำให้ต้องสู้คดีจนหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งสุดท้ายศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ก็ตัดสินแล้วว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เบื้องต้นพนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่ง สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยมพึ่ง