หน้าแรกเศรษฐกิจ-การเงินfinbiz by ttb ติดอาวุธให้ SME ใน “สมรภูมิธุรกิจ” ฉบับ “สงคราม ส่งด่วน”

finbiz by ttb ติดอาวุธให้ SME ใน “สมรภูมิธุรกิจ” ฉบับ “สงคราม ส่งด่วน”

ซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” กำลังได้รับความนิยม เพราะสะท้อนภาพการแข่งขันที่เข้มข้นในโลกของธุรกิจที่ต้องส่งของ ส่งไว ส่งแม่น และต้นทุนต่ำ แต่สิ่งที่ซีรีส์สะท้อนออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่โลกของโลจิสติกส์เท่านั้น แต่คือเรื่องจริงของธุรกิจ SME ที่ “มีรถ” ต้องบริหารจัดการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสำคัญ ไม่ว่าจะส่งสินค้าทั่วไป ส่งอาหาร ส่งอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือแม้แต่ธุรกิจบริการที่ต้องใช้รถวิ่งหาลูกค้า “การมีรถ” คือจุดเริ่มต้น แต่ “การบริหารจัดการรถให้ดี” นี่เอง คือ ส่วนหนึ่งของชัยชนะในสนามธุรกิจจริง

finbiz by ttb จึงขอนำเรื่องจริงของการบริหารจัดการ “รถ” ในวงการธุรกิจมาขยายความ และหาอาวุธมาสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจไม่ส่ง ไม่ด่วน ก็ต้องคำนวณต้นทุน เมื่อรถ เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ

ผู้ประกอบการในหลาย ๆ ธุรกิจที่อาจไม่ได้มีธุรกิจหลักที่ต้องใช้การเดินรถ อาจจะมองว่าไม่สำคัญอะไรเลย แต่ความจริงคือ รถ 1 คัน แบกต้นทุนซ่อนอยู่มากมาย ทั้งค่าน้ำมัน การซ่อมบำรุง เส้นทางที่ไม่คุ้ม หรือการใช้รถอย่างไร้ระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่พร้อมจะกัดกินกำไรแบบไม่รู้ตัว

5 ปัญหาสุดคลาสสิกของธุรกิจที่มีรถ

1. เส้นทางไม่คุ้ม วิ่งอ้อม เสียทั้งเวลาและน้ำมัน ถ้าไม่มีระบบวางแผนเส้นทาง (Route Optimization) หรือแม้แต่แค่ GPS ดี ๆ ธุรกิจอาจเสียต้นทุนไป 10–20% โดยไม่รู้ตัว แถมช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในกรุงเทพฯ อาจเพิ่มเวลาการเดินทางไปถึง 25% นั่นหมายถึง เสียทั้งเวลาและน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

2. ค่าน้ำมันไม่แน่นอน ขึ้นบ้างลงบ้าง แต่รายรับไม่ขึ้นตาม ธุรกิจที่ใช้รถในการดำเนินงาน ทั้งการขนส่ง หรือรถสำหรับขับไปพบลูกค้าของพนักงานขายนั้น ล้วนมีค่าน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลัก ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ราคาน้ำมันปี 2024 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–18% จากปีก่อน หากไม่จัดการดี ๆ ต้นทุนเพิ่ม กำไรลดอย่างแน่นอน

3. ควบคุมคุณภาพน้ำมันที่พนักงานเติมไม่ได้ หลายธุรกิจเจอปัญหาคลาสสิก เช่น เติมน้ำมันคุณภาพต่ำ ออกใบเสร็จเกินราคา หรือบางครั้งใบเสร็จหายไปเลยก็มี ซึ่งส่งผลทั้งเรื่องเครื่องยนต์และความโปร่งใสทางบัญชี ยิ่งไม่มีระบบควบคุม ยิ่งเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้มากขึ้น อีกทั้งการเติมน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เครื่องยนต์เสียหาย และส่งผลให้ต้นทุนซ่อมบำรุงพุ่งสูงขึ้นถึง 8–10% ของรายจ่ายต่อคันต่อปี

4. รถเสียบ่อย เพราะขาดการดูแลหรือใช้งานเกินอายุ รถไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ “ต้นทุนใหญ่” หากไม่มีการบำรุงรักษาตามรอบ หรือไม่วางแผนเปลี่ยนรถให้เหมาะสม ธุรกิจอาจต้องเสียค่าซ่อมเฉลี่ย 3,000–10,000 บาทต่อครั้ง การไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด หรือไม่เช็กสภาพยาง ลม เบรก ฯลฯ คือสาเหตุหลักที่ทำให้รถเสีย เฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือนต่อคัน ซึ่งอาจพลาดโอกาสหารายได้ในวันนั้น หรือพลาดโอกาสไปพบลูกค้าสำคัญไปเลยก็ได้

5. ไม่มีข้อมูลต้นทุนจริง ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจไม่ได้ หลาย SME ยังใช้วิธี “เก็บใบเสร็จเอง” หรือ “จดบันทึกด้วยมือ” ว่าเติมไปเท่าไหร่ รถวิ่งวันไหน เสียค่าซ่อมอะไร ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ ไม่รู้ว่าต้นทุนจริงของรถแต่ละคันคือเท่าไหร่ จึงทำให้ขาดข้อมูลเพื่อวางแผนอนาคต

3 กลยุทธ์การวางแผน ควบคุมค่าใช้จ่ายตามสไตล์ธุรกิจที่ใช้รถ คือเส้นทางของมืออาชีพ

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใหญ่ถึงขั้นมีศูนย์ควบคุมรถเหมือนบริษัทขนส่ง แต่การใช้เครื่องมือ

ที่ถูกต้อง คือคำตอบ ไม่ว่าธุรกิจจะมีรถแค่ 1 คัน หรือ 10 คัน หรือเป็นหลักร้อย ธุรกิจก็ต้องคอนโทรลได้ และทราบค่าใช้จ่ายที่แท้จริง เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจได้ ดังนั้นต้องเริ่มวางแผน 3 เรื่อง

1. วางแผนเส้นทางและติดตามรถ เริ่มง่าย ๆ ด้วยแอปพลิเคชันที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น Google Maps ร่วมกับระบบแชร์โลเคชันกับทีม หรือใช้ซอฟต์แวร์ Route Optimization ราคาประหยัด เพื่อวางแผนรอบวิ่งให้คุ้มที่สุดต่อวัน เพื่อลดการใช้น้ำมัน ประหยัดเวลา สำหรับธุรกิจที่ต้องมีการทำรอบนั่นหมายถึงรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

2. วางแผนควบคุมการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสำหรับรถ สำหรับรถสันดาปที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ได้น้ำมันคุณภาพตามที่บริษัทต้องการ การใช้บัตรเครดิตน้ำมัน (Fleet Card) ที่ระบุสถานีบริการน้ำมันได้ และมีโครงข่ายทั่วประเทศ ก็ตอบโจทย์ในด้านนี้ และยังมีรายงานบันทึกต้นทุนอย่างแม่นยำ มีระบบที่สามารถคำนวณอัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละคันได้ เพื่อใช้ข้อมูลในการประกอบการซ่อมบำรุง หรือพิจารณาเรื่องการซื้อรถใหม่ การใช้บัตรเครดิตน้ำมัน ยังสามารถรองรับการเติมพลังงานเชื้อเพลิงในหลายรูปแบบ เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) กลุ่ม HEV PHEV หรือ กลุ่มเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว ทำให้มีข้อมูลสนับสนุนการใช้พลังงานของรถแต่ละคันที่แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนระบบเอง และไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่ตัวรถ

3. วางแผนบำรุงรักษาและเปลี่ยนรถตามรอบ ตรวจสอบและวางแผนบำรุงรักษารถไว้ล่วงหน้า (เช่น ตรวจสภาพทุก 6 เดือน / 10,000 กม.) และวางแผนการเปลี่ยนรถ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพิจารณาที่จะซื้อ หรือ เช่า ตามลักษณะการใช้งาน วางแผนใช้สินเชื่อเช่าซื้อหรือลีสซิ่ง เพื่อเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่ หรือรถยนต์พลังงานอื่น ๆ ที่ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น เช่น รถยนต์ HEV PHEV หรือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรได้ในหลายมิติ เช่น ค่าพลังงานเชื้อเพลิงที่พลังงานไฟฟ้าประหยัดกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 1 ถึง 2.50 บาทต่อกิโลเมตร ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปประมาณ 20,000 บาทต่อคันต่อปี รวมถึงราคาตัวรถที่ปัจจุบันไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก จึงเป็นตัวเลือกให้ธุรกิจพิจารณา ลดต้นทุนค่าซ่อม ลดปัญหาจุกจิกเมื่อรถมีอายุใช้งานนาน ๆ และเพิ่มภาพลักษณ์มืออาชีพให้ธุรกิจ

สมรภูมิธุรกิจ วางแผนดีแล้ว…ต้องมีอาวุธทางธุรกิจที่พร้อม!
จากแนวทางทั้งหมดทำให้ผู้ประกอบการที่มีรถในครอบครองเริ่มเห็นภาพว่าจะต้องเตรียมอาวุธใดไว้รับมือบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีทีบีพร้อมที่จะสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจ ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ทบิส ที่เป็นสินเชื่อธุรกิจสำหรับเอสเอ็มอี ที่ให้วงเงินเหมาะสมและเพียงพอ เพื่อใช้ในการบริหารงานหรือการลงทุนต่อยอดธุรกิจ นำไปลงทุนในระบบจัดการการขนส่ง หรือระบบอื่น ๆ ในการดำเนินธุรกิจบัตรเดบิตน้ำมันและบัตรเครดิตน้ำมัน (ttb fleet card) บริการที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายน้ำมัน สามารถใช้ได้ที่สถานีบริการน้ำมันที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทีทีบี เอสเอ็มอี (ttb sme fleet hire purchase) หรือ สินเชื่อเช่ารถยนต์แบบลีส

ซิ่ง ทีทีบี เอสเอ็มอี (ttb sme financial lease) เพื่อวางแผนในการเช่าซื้อ หรือเช่ารถใหม่ที่
จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจเพราะทุกค่าใช้จ่ายในธุรกิจคือต้นทุน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบหลังบ้านที่ดี ควบคุมได้ทุกจุด จัดการทุกระบบตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อธุรกิจที่คอลโทรลได้ ให้เติบโต ต่อยอด ยั่งยืน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img