IT Talk แนะนำ “RoboCake” หุ่นยนต์เค้กกินได้จริง! ไอเดียสุดล้ำจากเวที World Expo 2025

1000

สวัสดีผู้อ่านคอลัมน์ IT Talk ทุกท่านครับเชื่อว่าหลายคนคงชื่นชอบในการรับประทานขนมหวาน โดยเฉพาะ “เค้ก” ใช่ไหมครับ วันนี้ IT Talk จะนำมารู้จักกับ RoboCake หุ่นยนต์เค้ก ที่หน้าตาเหมือนเค้กแต่งงานนี้มีความพิเศษตรงที่ ตกแต่งด้วยตุ๊กตาหุ่นยนต์เต้นระบำที่กินได้ และเทียน LED ที่ได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ที่กินได้ สร้างขึ้นตามแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

ผลงานชิ้นนี้เปิดตัวอย่างอลังการในงาน World Expo 2025 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “RoboFood” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

RoboCake หุ่นยนต์เค้ก

การสร้างสรรค์นี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการระบบอัจฉริยะ (Laboratory of Intelligent Systems:LIS) ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส โลซาน (the Swiss Federal Institute of Technology in Lausanne:EPFL), สถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี (the Istituto Italiano di Tecnologia:IIT) และนักวิทยาศาสตร์การอาหารและเชฟทำขนมจาก École Hôtelière de Lausanne (EHL)

หุ่นยนต์เค้ก สุดล้ำ ที่ผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์และศาสตร์การทำอาหารเข้าด้วยกันเค้กหลายชั้นนี้ตกแต่งด้วยหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สามารถกินได้ และแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟชนิดแรกของโลกที่สามารถกินได้อย่างปลอดภัย

หุ่นยนต์หมีที่กินได้

จุดเด่นแรกที่สะดุดตาที่สุดของ RoboCake คือ หุ่นยนต์หมี ขนาดเล็ก 2 ตัวที่ประดับอยู่บนชั้นสูงสุดของเค้ก หุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการออกแบบให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยการติดตั้ง ระบบนิวเมติกภายใน ที่ซับซ้อน ระบบนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนขาและศีรษะของหุ่นยนต์ ทำให้มันดูมีชีวิตชีวาราวกับว่ามันเต้นได้

“หุ่นยนต์เหล่านี้ทำมาจากเจลาติน น้ำเชื่อม และสีผสมอาหาร โดยใช้ระบบลมภายใน ศีรษะและแขนของพวกมันจะเคลื่อนไหวเมื่ออากาศถูกฉีดเข้าไปในเส้นทางที่ออกแบบไว้”

วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการสร้างหุ่นยนต์หมีคือ เยลลี่ทับทิม ซึ่งปลอดภัยต่อการบริโภค และให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ สีแดงสดใสของทับทิมยังช่วยให้หุ่นยนต์ดูน่ารักและดึงดูดใจ เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบของเยลลี่ได้มาจากการผสมผสานของ เจลาติน คุณภาพสูง น้ำเชื่อม ที่ให้ความหวาน และ สารแต่งสี

แบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ที่กินได้

อีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าทึ่งของ RoboCake คือการพัฒนา แบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ที่กินได้ เป็นครั้งแรกของโลก แบตเตอรี่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้กับ เทียน LED ขนาดเล็กที่ประดับอยู่บนเค้ก แตกต่างจากแบตเตอรี่ทั่วไปที่ทำทำจากสารเคมีอันตราย แบตเตอรี่ที่กินได้นี้ทำจากส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งประกอบด้วย วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้วบวก เควอซิติน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่เป็นขั้วลบ ถ่านกัมมันต์ ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสำหรับการสะสมประจุ และ ช็อกโกแลต ที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้าและโครงสร้างหลักของแบตเตอรี่

เมื่อผู้บริโภคได้ลิ้มลองแบตเตอรี่นี้ พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่ซับซ้อน เริ่มต้นด้วยรสชาติเข้มข้นของ ดาร์กช็อกโกแลต ตามมาด้วยรสชาติ เปรี้ยว ที่น่าประหลาดใจ ซึ่งเป็นผลมาจาก อิเล็กโทรไลต์ที่กินได้ ที่อยู่ภายในแบตเตอรี่ รสชาตินี้จะคงอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่จะจางหายไป

RoboCake ส่วนหนึ่งของ โครงการ RoboFood

RoboCake เป็นเพียงหนึ่งในผลผลิตที่น่าสนใจของ โครงการ RoboFood ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระยะเวลา 4 ปี ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 3.5 ล้านยูโร (ประมาณ 126 ล้านบาท) จากสหภาพยุโรป โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะนำนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มาร่วมมือกัน เพื่อสร้างสรรค์ “อาหารอัจฉริยะ” ที่มีคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยที่เหนือกว่าอาหารทั่วไป

แนวคิดเบื้องหลัง RoboFood คือการสำรวจความเป็นไปได้ในการผสานรวมเทคโนโลยีหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับอาหาร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล หรือมีฟังก์ชันพิเศษต่างๆ เช่น การนำส่งยา การตรวจสอบคุณภาพอาหาร หรือการให้ข้อมูลด้านสุขภาพแบบเรียลไทม์

ทีมนักวิจัยในโครงการ RoboFood กำลังศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น:

วัสดุที่กินได้และย่อยสลายได้: การพัฒนาวัสดุที่สามารถนำมาใช้สร้างโครงสร้างของหุ่นยนต์หรือบรรจุภัณฑ์อาหาร และสามารถบริโภคหรือย่อยสลายได้อย่างปลอดภัย

ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่กินได้: การสร้างเซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ หรือวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถทำงานได้ภายในอาหารและปลอดภัยต่อการบริโภค

ระบบขับเคลื่อนและควบคุมขนาดเล็ก: การออกแบบระบบกลไกหรือนิวเมติกขนาดเล็กที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ที่กินได้

การพิมพ์ 3 มิติอาหาร: การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเพื่อสร้างอาหารที่มีรูปร่าง โครงสร้าง และคุณสมบัติที่ซับซ้อน

การตรวจจับและการตอบสนอง: การพัฒนาเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับสภาวะแวดล้อมหรือการเปลี่ยนแปลงภายในอาหาร และกระตุ้นการตอบสนองที่เหมาะสม

Dario Floreano ผู้อำนวยการ LIS ของ EPFL และผู้ประสานงาน RoboFood กล่าวว่า “หุ่นยนต์และอาหารเป็นสองโลกที่แยกจากกัน”

“แต่เมื่อเรานำมารวมกัน เราจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต่างๆ เช่น การลดขยะอาหารและขยะอิเล็กทรอนิกส์”

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ในอนาคตอาจจะมีหุ่นยนต์ใหม่ๆ สุดล้ำให้เราได้ทึ่งกันมากขึ้นแน่นอน และเช่นเคยหากมีข้อมูลดีๆ สาระดีๆแบบนี้ ทางคอลัมน์ IT Talk ก็จะนำมาฝากกันอีกแน่นอนครับ