DSI-ปปส. ลุยล่าแก๊งค้ายาข้ามชาติ ออกหมายจับเพิ่ม 4 ราย จ่อสาวถึงนายทุนลาวตัวจริง เตือนรับจ้างหิ้วของเสี่ยงคุก

3

ดีเอสไอออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม 4 คน คดีขบวนการลอบส่งยาเสพติดไปไต้หวันและออสเตรเลีย เป็นชาวลาว 3 คน คนไทย 1 คน เร่งประสานทางการลาวติดตามตัว พร้อมขยายผลถึงเจ้าของยาเสพติดชาวลาวตัวจริงที่เคยถูกจับคดียาในไทย ขณะเดียวกันเตือนผู้รับจ้างหิ้วของไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งของเป็นยาเสพติด ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และถูกดำเนินคดีได้

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ประชุมร่วมกับร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมคณะทำงาน เพื่อหารือคดีค้ายาเสพติดข้ามชาติ 4 จุดที่ตรวจพบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมส่งไปขายที่ไต้หวันและออสเตรเลีย โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

พ.ต.ต.สุริยา เปิดเผย ภายหลังการประชุมว่า หลังจากที่ดีเอสไอได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ และจากการรวบรวมคำให้การของนายอาทิตย์ และนางทัดสะพอน 2 สามีภรรยาที่จับกุมที่ได้จังหวัดเลย ซึ่งให้การซัดทอดผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ ล่าสุดเมื่อวานนี้(9ก.ค.)ดีเอสไอก็ได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 คน เป็นชาวลาว 3 คน และคนไทยอีก 1 คน อย่างไรก็ตาม 1 ใน 4 คนที่ออกหมายจับเพิ่มครั้งนี้ ก็คือนายแคล้ว คนสนิทของนางทัดสะพอน ซึ่งก็ถูกจับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้เช่นกัน

ทำให้เหลือผู้ต้องหาที่ต้องประสานทางการ สปป.ลาว ติดตามจับกุมอีก 3 คน ซึ่งถือเป็นต้นทางของการนำยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามเรือบริเวณแนวชายแดน มาส่งให้ผู้รับฝั่งไทย ซึ่งจากความร่วมมือกับทางการ สปป.ลาว ที่ผ่านมา เชื่อมั่นว่าจะสามารถจับกุมตัวได้ในไม่ช้า

และนอกเหนือจากผู้ต้องหาล็อตใหม่ 4 คนนี้ ทั้งป.ป.ส. และ ดีเอสไอ ก็กำลังขยายผลเจ้าของยาเสพติดที่แท้จริง ซึ่งเป็นชาวลาว และมีประวัติเคยถูกจับกุมดำเนินคดียาเสพติดในประเทศไทยมาแล้วด้วย แต่รายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย

ขณะที่คดีค้ายาเสพติดข้ามชาตินี้ จะเชื่อมโยงกับคดีของ “แอร์มีนา” หรือไม่นั้น จากการขยายผลภาพรวมทั้งหมด พบว่ามีส่วนตรงกลาง และปลายทาง ที่เชื่อมโยงกัน โดยส่วนกลางทางที่เชื่อมโยงกันนั้น ก็คือนายอุทัย ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และน่าเชื่อว่าน่าจะมีบุคคลอื่นที่เชื่อมโยงกันระหว่าง 2 คดีนี้อีก แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นขบวนการเดียวกันกับ “แอร์มีนา” หรือไม่ และในส่วนคดีค้ายาเสพติดข้ามชาติไปไต้หวันและออสเตรเลีย เบื้องต้นก็พิสูจน์ทราบคนรับหิ้วได้แล้ว 4-5 คน แต่ละคนรับจ้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง

ทั้งนี้คดีของ “แอร์มีนา” ทางตำรวจปราบปรามยาเสพติดอยู่ระหว่างขยายผล ซึ่งก็แยกกันทำ แต่หากสุดท้ายแล้วพบว่าขบวนการนี้เชื่อมโยงกัน ก็สามารถโอนสำนวนมารวมเป็นคดีพิเศษของดีเอสไอได้

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. และดีเอสไอ ยังมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องทำลายโครงข่ายของการนำพาเฮโรอีน หรือยาเสพติดทุกชนิดออกจากประเทศไทย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างสูงสุด ดังนั้นผู้ที่รับจ้างหิ้วของไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะรู้ หรือไม่รู้ว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่หรือไม่ หรือแม้ของที่หิ้วจะไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลยก็ตาม แต่ก็ถือว่าผู้รับจ้างหิ้วของ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก ไม่เว้นแม้แต่ “แอร์มีนา” ดังนั้นหากใครทำอาชีพนี้อยู่ก็ขอให้เลิก