‘กัณวีร์’ ผิดหวัง รบ.พลเรือนแก้ไฟใต้เหมือน รบ.ทหาร กังวล ข้อเสนอ สว. ออก กม.ก่อการร้าย อาจเป็นยาผิดตัว

514

กรุงเทพฯ วันที่ 1 พ.ค. นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดเหตุความไม่สงบถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และไม่สามารถคาดเดาถึงรูปแบบและเป้าหมายของเหตุรุนแรงได้เหมือนก่อน ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพที่จะสามารถนำกลไกการเมืองมานำเพื่อมุ่งเป้าไปยังสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ทั้งที่สังคมมีความคาดหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะปรับรูปแบบจากการใช้ความมั่นคงนำการสร้างสันติภาพของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่ต้องหมดหวังกันอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตั้งแต่มีรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2566 กระบวนการสร้างสันติภาพหยุดชะงักและเหมือนถอยหลังเข้าคลองไปทุกวัน

นายกัณวีร์ ระบุว่า ฝั่งไทยยังไม่มีหัวหน้าคณะพูดคุย ทำให้การพูดคุยกับคู่เจรจาไม่เดินหน้า กรอบข้อตกลง JCPP ก็ถูกดอง ความน่าเชื่อถือของกลไกของการสร้างสันติภาพอย่างการเจรจาถูกด้อยค่า ทั้งจากการพูดว่า “ฝ่ายคู่เจรจาเป็นตัวจริงหรือไม่” “เจรจาทำไม” “ทำไมต้องให้ฝ่าย “โจรใต้” มีสิทธิ์ในการพูดคุย” ฯลฯ

“วาทกรรมต่างๆ ในการด้อยค่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ ทำให้สังคมที่ไม่ทราบถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ในพื้นที่ และความซับซ้อนของพื้นที่ รวมทั้ง ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความรุนแรงและซับซ้อน และยากต่อการนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้สังคมเริ่มสร้างและเสนอสมการที่อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น” สส.เป็นธรรม กล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า หากผู้เสนอสมการเกี่ยวข้องกับการบัญญัติกฎหมายด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ปัญหายิ่งขยายตัวยิ่งขึ้นและสังคมในพื้นที่จะสับสนทันที อย่างเช่นล่าสุดกรณี กลุ่มวุฒิสมาชิกที่เสนอให้ออกกฎหมายการก่อการร้าย แทนการใช้กฎอัยการศึก และ พรก.ฉุกเฉินฯ แม้จะห็นถึงความประสงค์ที่ดีของ สว.ทุกท่านที่ออกมาแสดงความต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสนอยาแรงในพื้นที่ ซึ่งเป็นยาคนละตัวกับโรคที่มีอยู่ อาจเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำสถานการณ์ยิ่งสับสนมากต่อไป

นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่ารัฐบาลต้องตั้งโจทย์ให้ถูกและเร็วกว่านี้  เพราะเกือบ 2 ปีแล้วยังไม่ทำอะไรเลย ทั้งการพูดคุย ทั้งนโยบายใหม่ที่มันตอบโจทย์ต่อพื้นที่ การสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมจากคนในพื้นที่ในการสร้างสันติภาพ การยกระดับสถานการณ์ จชต.ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง รูปแบบและแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการในพื้นที่ ยังไม่เห็นมีการเริ่มอะไรเลย

“จะหวังให้มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนมาเริ่มต้นให้คงไม่ได้และไม่พออย่างแน่นอน การรอผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ในการเจรจาที่มาจากรัฐบาลมาเลเซียเดินทางมาคุยกับนายภูมิธรรมฯ เมื่อวานนี้ (30 เม.ย.68) มันดูย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลแพทองธารฯ ที่ด้อยค่ากระบวนการเจรจาและฝ่ายเจรจาในขณะเดียวกัน”

สส.เป็นธรรม ย้ำว่านี่คือการที่แสดงว่ารัฐบาลไม่สามารถกระโดดออกจากกรอบกระบวนทัศน์ตัวเองที่มั่นใจแต่เฉพาะการทำงานแบบรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว นอกนั้นด้อยค่าเขาหมด การทำเช่นนี้นอกจากจะแก้ปัญหาไม่สำเร็จยังจะไปสุมไฟให้กระจายออกไปและลึกลงไปมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากรัฐบาลลดอัตตาลงได้ นำข้อเสนอ 3 ขา ที่ตนเสนอไปมาพิจารณา น่าจะเป็นสารตั้งต้นให้รัฐบาลเดินหน้าและพอเดินตามแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ไปได้แล้วกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

นายกัณวีร์ กล่าวว่า เราจะต้องประณามผู้ก่อความไม่สงบกี่ครั้งและเรียกร้องให้รีบนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็วอีกกี่ครา เราจะต้องมองเห็นการสูญเสียและเห็นคนบาดเจ็บล้มตายอีกกี่คน และครอบครัวของพวกเขาต้องเศร้าเสียใจอีกกี่หน เราจะเห็นคนเจ็บแค้นและนำความเจ็บแค้นนั้นเปลี่ยนไปเป็นการสร้างความเกลียดชังระหว่างชุมชนอีกกี่ที และเราจะเห็นการนำงบประมาณที่เป็นภาษีจากพวกเราทุกคนโยนไปถลุงในพื้นที่ จชต.แต่ไม่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนกันอีกสักกี่ปี “เริ่มต้นให้ถูกและโดยเร็ว ใช้มาตรการนอกจาก G to G นำข้อเสนอที่ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ ขจัดปัญหาจากรากเหง้าแห่งการกดทับต่างๆ ออกมาให้มากและเร็วที่สุด และสุดท้ายรีบกระจายอำนาจไปสู่พี่น้องประชาชนโดยเร็ว น่าจะเป็นการเสนอความจริงใจของรัฐบาล และน่าจะได้รับความน่าเชื่อถือจากพื้นที่ขึ้นมาได้บ้างครับ”