นายนคร มาฉิม สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวถึงสถานการณ์ทา่งการเมือง ว่า ประเทศไทยกำลังเคลื่อนสู่ทาง 3 แพร่ง หลังจากระบอบเผด็จการ ที่มีทั้ง นายทุน ขุนศึก ศักดินาอำมาตย์ ข้าราชการระดับสูงหลายคน กระบวนการยุติธรรมหลายคน และองค์กรอิสระหลายคนหลายองค์กร รวมไปถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองบางคน บางพรรคร่วมกันสร้างสถานะการณ์แล้วอ้างเป็นเหตุทำรัฐประหารปล้นอำนาจประชาชนไปสำเร็จ ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557

“เกือบ 5 ปี ที่พวกเผด็จการครองอำนาจ พวกเขาได้สร้างกฏ กติกาที่เกื้อหนุน สร้างความแข็งแกร่งให้ระบอบเผด็จการของพวกเขาได้เปรียบทุกด้านเช่นรัฐธรรมนูญ ปี 60 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำลายอำนาจของประชาชน และระบอบประชาธิปไตยไปถึง DNA อีกทั้งตลอดเวลาเกือบ 5 ปี เผด็จการได้วางยุทธศาสตร์ และกำหนดแผนไปสู่การปฎิบัติอย่างละเอียดลึกซึ้ง ครอบคลุมไปทุกหน่วยงานและทุกองค์กรทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร องค์กรอิสระ ภาคธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจ” นายนคร กล่าว

นายนคร กล่าวเพื่มว่า พวกเขาจึงพร้อมสรรพ ทั้งกำลังคน อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจกฎหมายที่พวกเขาเป็นผู้กำหนดเองทั้งหมด แค่เพียงองค์กรอิสระอย่าง กกต. รับลูกต่อจากพลเอกประวิตร ว่าอาจจะยุบพรรคเพื่อไทย หลายๆท่านก็ผวาแล้ว นี่หากเปิดศึกเต็มรูปแบบ มีทั้งการยุบพรรคเพื่อไทย ยุบพรรคเพื่อชาติ ยุบพรรคเพื่อธรรม ยุบพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นแกนนำฝ่ายประชาธิปไตย มีการสร้างสถานการณ์ว่าผู้สมัครส ส. หรือ ผู้บริหารพรรค ว่าทำผิดกฎหมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำ แล้วโยนใบส้ม ใบเหลือง ใบแดง จับกุม คุมขัง จับติดคุก ยึดทรัพย์ หรือแม้แต่อุ้มหาย รวมไปถึงการใช้เครือข่ายอำนาจรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ

“กระบวนการยุติธรรม พวกที่ก้มหัวรับใช้ระบอบเผด็จการเพื่อให้ตัวเองได้ยศ ตำแหน่ง โดยไม่สนใจต่อระบอบประชาธิปไตยพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยจะรับมืออย่างไร เพราะเราเห็นผลงานการใช้อำนาจรัฐมาแล้วตอนทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ บางทีอาจจะมีการยกหีบบัตรเปลี่ยนเอาดื้อๆก็ได้ใครจะทำไม เพราะขนาดเอาปืน เอารถถัง ที่ซื้อมาจากภาษีประชาชนมาปล้นอำนาจประชาชนก็ยังทำได้ นับประสาอะไรกับการที่จะทำแบบที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นจะทำไม่ได้ ในเมื่อพวกเขามีทุกอย่างอยู่ในมือ พวกเขาคิดว่าคนไทยว่านอนสอนง่าย เพื่อให้ชาติสงบราบคาบตามที่เผด็จการต้องการ” นายนคร กล่าว

นายนคร กล่าวด้วยว่า แม้ว่าในความเป็นจริง จากการสำรวจคะแนนนิยมของคนไทยทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กอ.รมน. สันติบาล. กรมการปกครอง สถาบันการศึกษา และแม้แต่พรรคการเมือง ที่ได้ทำโพล ผลการสำรวจจะออกมาในทำนองเดียวกัน ว่าคนไทยส่วนใหญ่ เบื่อหน่ายรัฐบาลทหาร เผด็จการชุดนี้มา ได้เห็นถึงความเสื่อมทรุดของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมืองโดยเฉพาะด้านการทุจริตคอรัปชั่นที่เบ่งบานหนักหน่วงและรุนแรงมากที่สุดในยุคนี้เช่นการจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำและอาวุธจากจีน จนรัฐบาลจีนจับกุม ยึดทรัพย์สิน ปลดนายพลชั้นสูงของจีนแล้วแต่รัฐบาลเผด็จการไทยยังอยู่ได้แบบชิวไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ไม่ได้มีความรู้สึกยี่หระต่อสังคมไทย และสังคมโลกเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แล้วอย่างอื่นเขาจะไม่ทำหรือ เพื่อรักษาอำนาจ ผลประโยชน์ และป้องกันไม่ให้เอาผิดกับพวกเขา ไม่ให้ยึดทรัพย์สินพวกเขาคืนให้ประเทศ

“การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นการเลือกตั้งทางยุทธศาสตร์ว่า คนไทย และประเทศไทย จะเลือกเอาระบอบประชาธิปไตย หรือ ระบอบเผด็จการ หากชะล่าใจนอนหลับทับสิทธิ หรือหลงไปตามการชี้นำของเผด็จการและเครือข่ายของเผด็จการ ไปเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนเผด็จการ เป็นเครือข่ายแนวร่วมเผด็จการ ก็จบกัน ประเทศไทยก็จะถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการต่อไปอีกยาวนาน พวกเราและลูกหลานของคนไทยก็คงจะเป็นทาสไพร่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่หากคนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เด็ดเดี่ยว ขอเลือกฝ่ายประชาธิปไตย ที่มีเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ และอนาคตใหม่เป็นผู้ถือธงนำ ฝ่ายประชาธิปไตยคนไทย ประเทศไทย และลูกหลานของเราก็จะเป็น ไท อย่างแท้จริง บนความมีเสรีภาพ มีความเสมอภาค มีความภราดรภาพ และเจริญรุ่งเรืองเช่นอารยะประเทศครับ บนทาง 3 แพร่ง ร่วมกันตัดสินใจอนาคตของชาติด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล และด้วยหลักการประชาธิปไตยร่วมกันครับ คนไทยที่รัก” นายนคร กล่าว

อย่าประมาทเผด็จการประเทศไทยกำลังเคลื่อนสู่ทาง 3 แพร่ง หลังจากระบอบเผด็จการ ที่มีทั้ง นายทุน ขุนศึก ศักดินาอำมาตย์…

โพสต์โดย Nakorn Machim เมื่อ วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2018