ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ วันที่ 25 ต.ค.61 ศาลนัดพิพากษา คดีหมายเลขดำ 1662/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 12 (มีนบุรี) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย” หรือเสก โลโซ ศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง อายุ 44 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 , เสพยาเสพติด และมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490 ฯ กรณีเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.60 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยได้มีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนออโตเมติกอีกจำนวน 6 นัด และจำเลยเสพเมทเอมเฟตามีน กับเสพ 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทเอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เข้าสู่ร่างกายซึ่งจำนวนและน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยจำเลยยังต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ด้วย เหตุเกิดที่แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.

โดยเมื่อถึงเวลานัด “เสก โลโซ” จำเลย มาศาลพร้อมน้องอีฟ ภรรยาชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ

ขณะที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของอัยการแล้ว มีนายตำรวจเบิกความยืนยันถึงขั้นตอนขอออกหมายค้น และการแสดงหมายค้นของศาลจังหวัดมีน กับหมายจับคดีอาวุธปืนฯของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว แต่จำเลยซุกตัวภายในบ้านพร้อมกับถืออาวุธปืนที่พร้อมยิงตลอดเวลาโดยไม่ยอมออกมาพบนายตำรวจอย่างง่ายดาย และผบการตรวจปัสสาวะยังพบว่าปัสสาวะของจำเบยมีสารเสพติดด้วยซึ่งเกิดจากการยำสารเสพติดเข้าไปในตัวของจำเลยด้วยวิธีเสพ ไม่ใช่การใช้ยาทั่วไปที่มีสารเสพติดผสม

จึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้ง 3 ข้อหา ให้จำคุก ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ 1 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 6 เดือน , ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และฐานเสพยาฯ จำคุกอีก 6 เดือน รวมจำคุกคดีนี้ทั้งสิ้น เป็น 1 ปี 18 เดือน และให้บวกโทษของศาลอาญาคดีทำร้ายร่างกายสาวคนสนิทอดีตภรรยาอีก 1 ปี 3 เดือน เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 2 ปี 21 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดี พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยนั้นไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งศาลเคยให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีในการรอลงอาญาคดีอื่นไว้แล้วแต่จำเลยยังมากระทำผิดซ้ำในช่วงเวลารอลงอาญาอีก ส่วนที่จำเลยอ้างป่วยเป็นโรคไบโพล่าขณะทำผิดนั้น ศาลเห็นว่าจากพฤติการณ์การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ได้ช่วงเกิดเหตุ จึงแสดงว่าจำเลยรู้ผิดชอบดี ไม่อ้างอาจภาวะป่วยดังกล่าวได้ จึงไม่สมควรให้รอลงอาญา