เฟซบุ๊ก ปราชญ์สามสี โพสต์เดือด ภาษาไทย จีน อังกฤษ พิพากษ์อวยรัฐบาลไทยทำดีแล้วไทยทำดีที่สุดแล้ว! UNHCR กับสหรัฐฯ มีสิทธิ์อะไรจะมาดราม่า?

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2568 (เวลา 09.30 น.) มีรายงานว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรับรายงานเช้านี้ จากคณะผู้แทนไทยทีมส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับบ้าน ทั้ง สมช. ตร. และ สอท.ที่ปักกิ่ง ในภารกิจ ”11 ปีที่เป็นไปได้สู่บ้านเกิด“ ยืนยันไม่มีการละเมิดสิทธิ ไม่ดำเนินคดีต่อชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจากไทย ขณะที่เลขาฯ สมช. ชุดใหญ่ประกบส่งถึงบ้าน เผยนับจากนี้ 15 – 30 วัน จะกลับไปดูอีกครั้ง ชี้ทุกคนแฮปปี้หลัง 11 ปี บ้านเกิดในมณฑลซินเจียงเปลี่ยนไป

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ เวลาประมาณ 08.30 น. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)โดย พลตำรวจเอก ไกรบุญ ทรวดทรง รอง.ผบ.ตร. และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ที่เดินทางไปพร้อมกัน เพื่อส่งชาวอุยกูร์ ที่อยู่ห่างไกลกลับไปพบกับครอบครัวในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยจะติดตามอย่างต่อเนื่องหลังรัฐบาลจีนให้ความมั่นใจอีกครั้งว่า พวกเขาคือพลเมืองจีนที่จะต้องดูแลเป็นอย่างดี โดยเลขาฯ สมช. มั่นใจว่าหลังจากเดินทางส่งชาวอุยกูร์ถึงบ้านแล้ว ได้วางกรอบไว้ว่าประมาณ 15 วัน – 1 เดือน คณะผู้แทนระดับสูงของไทย จะบินไปติดตามพันธสัญญาที่ทั้งสองประเทศให้ไว้ต่อกันอย่างต่อเนื่อง
โดยคณะชุดนี้รายงานว่า ได้อยู่สังเกตการณ์และตรวจสอบชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับสู่แผ่นดินแม่ในรอบ 11 ปี ที่เรียกว่า“ 11 Year Mission possible “โดยชาวอุยกูร์ 40 เดินทางถึงเมือง “คาซือ” หรือ เมืองคัชการ์ มณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นเมืองที่ใกล้กับบ้านเกิดของชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าวมากที่สุด โดยหลังจากได้รับการตรวจสุขภาพ และได้ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่ใกล้เมือง “คาซือ” ในระยะไม่เกิน 140 กิโลเมตร และกลุ่มที่อยู่ไกลจากเมืองคาซือกว่า 1 พันกิโลเมตร เนื่องจากมณฑลซินเจียง มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 3เท่า รัฐบาลจีนจึงได้จัดยานพาหนะเพื่อส่งกลับไปตามบ้านเกิด ที่กระจายในหลายเมืองของมณฑลดังกล่าว

โดยในช่วง 14:00 น. เมื่อวานนี้ (ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมคณะ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ได้เข้าไปสังเกตการณ์การเดินทางส่งกลับในจุดที่ห่างจากเมือง“คาซือ”ที่อำเภอ “เจียซือ” ห่างจากเมือง “คาซือ“ ประมาณ140 กิโลเมตร โดยมีชาวอุยกูร์ที่ผ่านการตรวจสุขภาพเรียบร้อยแล้ว ได้เดินทางถึงบ้านเกิดด้วยความปลอดภัย ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว โดยพวกเขาเหล่านั้นแสดงความดีใจ ที่ได้กลับมาพบกับครอบครัวและ บางคนเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับหลาน ๆสมาชิกใหม่ของครอบครัว ซึ่งบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้บ้างก็ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ดูแลตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันเดียวกัน คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมชาวอุยกูร์ที่ยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ในโรงพยาบาลประจำ อำเภอ“เจียซือ”ในเมือง “คาซือ” โดยพวกเขาได้ฝากความระลึกถึงและขอบคุณผู้แทนจากสำนักจุฬาราชมนตรี ที่เข้ามาเยี่ยม และร่วมประกอบพิธีทางศาสนารวมทั้งเลี้ยงอาหารฮาลาล ในระหว่างที่อยู่ในห้องกักของ สตม.

นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า“เท่าที่ตนเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเองพร้อม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะ รู้สึกได้ถึงความผูกพันระหว่างชาวอุยกูร์กับเจ้าหน้าที่ของ สตม. ทำให้การส่งกลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยยืนยันในส่วนของการพิจารณาการส่งกลับในเรื่องนี้นั้น ประเทศไทยได้พิจารณาในทุกมิติ ประเทศไทยได้พยายามเจรจากับรัฐบาลจีนมาตลอดระยะเวลา 10ปี เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้จีนรับรองความปลอดภัยของการส่งกลับชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าว และการต้องอนุญาตให้คณะผู้แทนไทยสามารถเดินทางไปตรวจเยี่ยมภายหลังจากการส่งกลับได้แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ จนมาในยุครัฐบาลปัจจุบันที่รัฐบาลจีนได้มีหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการ และการพบปะหารือระดับผู้นำประเทศในห้วงการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในโอกาสการสถานปนาความสัมพันธ์ไทย – จีน ครบรอบ 50 ปี ของนายกรัฐมนตรี ทางการจีนก็ยืนยันในหลักการรับรองความปลอดภัยด้วยอีกครั้ง

นอกจากนี้ เมื่อเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้จัดการแสดงวัฒนธรรมในย่านเยาวราช กรุงเทพฯ โดยหนึ่งในการแสดง นั้นมีการแสดงของชาวอุยกูร์ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของรัฐบาลจีนต่ออัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ด้วย ทั้งนี้ ก่อนการส่งกลับชาวอุยกูร์ จีนได้ส่งคลิปญาติพี่น้องของผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในบ้านเกิดของตนเองในปัจจุบัน ซึ่งต่างจากเมื่อ 11 ปีที่แล้ว จนทำให้ชาวอุยกูร์ต้องการจะเดินทางกลับ เนื่องจากติดอยู่ในห้องกักมาเกือบ 10 ปี และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้นำเนื้อหาในหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการจากทางการจีน มาแปลเป็นภาษาอุยกูร์เพื่อให้ชาวอุยกูร์ในห้องกักดู จนนำมาสู่การเดินทางกลับโดยสมัครใจในท้ายที่สุด นายฉัตรชัยกล่าว
ด้านนายจิรายุ กล่าวว่า “สำหรับการเดินทางเยือนจีนเพื่อสังเกตการณ์และตรวจเยี่ยมการส่งกลับชาวอุยกูร์ครั้งแรกของคณะผู้แทนไทยนั้นจะเดินทางกลับในวันอาทิตย์นี้ พร้อมสรุปรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบภายใน 7วัน โดยจะมีการติดตามตรวจสอบตามว่าชาวอุยกูร์ 40 คนที่กลับแผ่นดินแม่ จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีสิทธิเสรีภาพต่อไป ตามเจตจำนงของทั้งสองประเทศ ส่วนการเดินทางครั้งที่ 2 เมื่อคณะดังกล่าวเดินทางกลับประเทศไทยและมีการสรุปรายงานเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นจะกำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมชาวอุยกูร์อีกครั้งในระยะเวลาประมาณ 15 ถึง 30 วันซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันถึงความโปร่งใสและจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสื่อมวลชนเดินทางร่วมในการตรวจเยี่ยมดังกล่าวด้วย “นายจิรายุกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี”ได้โพสต์ ข้อความถึงกรณีดังกล่าวว่า
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นวันที่ดีที่จะกล่าวนำถึงชีวิตของชาวอุยกูร์ที่กลับมาถึงบ้านเกิด…. ปราชญ์ สามสี
เราชาวไทยตัดสินใจถูกหรือไม่ที่นำชาวอุยกูร์กลับสู่มณฑลจินเจียงเรื่องนี้เราจะมาแถลงไขกันให้ฟังครับ
คณะผู้แทนไทยเดินทางไปถึงอำเภอเจียซือ มณฑลซินเจียง ท่ามกลางบรรยากาศของหมู่บ้านที่เงียบสงบ ชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติ ท้องถนนมีผู้คนสัญจรไปมา ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างแตกต่างจากข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก
ในบ้านหลังหนึ่ง ชาวอุยกูร์ที่เคยลี้ภัยในประเทศไทยมาเป็นเวลาสิบปี ได้กลับมาสู่บ้านเกิดของตนเองอีกครั้ง ครอบครัวที่เคยพรากจากกันเป็นเวลานานได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม บ้านที่พวกเขาคุ้นเคย ถนนสายเดิมที่เคยเดินเมื่อยังเป็นเด็ก อาหารที่เคยลิ้มรส และเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว
นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ภาพของความทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เรื่องราวของความโหดร้ายหรือการกดขี่
คณะผู้แทนไทยยังได้ไปเยี่ยมโรงพยาบาลประจำอำเภอเจียซือ ที่ซึ่งมีชาวอุยกูร์อีกสองคนอยู่ระหว่างการตรวจร่างกาย พวกเขาได้รับการดูแลจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ของจีนเหมือนกับประชาชนทั่วไป การตรวจร่างกายดำเนินไปอย่างละเอียด ไม่มีเงาของการถูกทำร้ายหรือการบังคับขู่เข็ญ

เรื่องราวของการกลับบ้านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความหวาดกลัว แต่เป็นเรื่องของการกลับมาพบเจอครอบครัวหลังจากผ่านไปนานนับสิบปี พวกเขาไม่ได้เผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม หากแต่ได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่ามกลางบ้านเกิดที่รอคอยพวกเขาเสมอ
และเมื่อคณะผู้แทนไทยเตรียมเดินทางกลับ เสียงอำลาก็ดังขึ้นจากผู้ที่เพิ่งได้พบครอบครัวอีกครั้ง “ขอบคุณที่มาเยี่ยม และขอบคุณที่ช่วยให้ความจริงปรากฏ” คำพูดนั้นหนักแน่นกว่าข่าวลือใด ๆ ที่เคยแพร่สะพัดออกไป
ข้อกล่าวหาที่ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์อย่างรุนแรงหรือไร้มนุษยธรรม เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาไม่ได้เดินกลับไปสู่ความตาย แต่กลับไปสู่บ้านของตนเอง บ้านที่รอคอยพวกเขาเสมอ
สิ่งที่ต้องชื่นชมนะครับดูดีๆนะ ครับ
(1)คือต้องชื่นชมรัฐบาลจีนครับที่อนุญาตให้เปิดเผยถิ่นที่อยู่ของชาวอุยกูร์ในชินเจียง เรื่องนี้เนี่ยถือเป็นการเปิดเผยและเป็นการยอมรับความแตกต่างท่ามกลางความเป็นชาติจีนอย่างชัดเจนครับ….แบบนี้ใจกว้างมากๆ
(2) เรื่องนี้ฝ่ายไทยทำถูกต้องมากๆ คือการดูแลเขา ด้วยมนุษยธรรมเหมือนลูกเหมือนหลาน…เมื่อส่งเขาไปแล้วต้องส่งให้ถึงบ้านเมื่อถึงบ้านแล้วต้องดูว่าเขามีความสุขไหมมีสุขภาพที่แข็งแรงหรือไม่…กินอยู่ดีหรือไม่…เรื่องนี้การพูดไทยสุดยอดมากขอชื่นชมครับ
ชาวไทยดูแลคนอุยกูร์เปรียบเสมือนเพื่อนบ้าน..ไปมาหาสู่กันผมไม่เชื่อหรอกครับว่า ต่อจากนี้จะมีผู้ก่อการร้ายชาวอุยกูร์ มาทำร้ายคนไทยด้วยกัน….

เฟซบุ๊กดังกล่าวยังได้โพสต์ข้อความอีกว่า: ไทย-จีนจับมือส่งอุยกูร์กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี ฝ่ายตะวันตกสะดุ้ง! ปราชญ์ สามสี
เป็นข่าวดังสะเทือนโลก! เมื่อรัฐบาลจีนส่งเครื่องบินมารับชาวอุยกูร์ที่ถูกกักตัวในประเทศไทยนานกว่าสิบปี หลังจากไม่มีประเทศที่สามรับตัวไปเสียที งานนี้ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลไทยที่อดทนแบกรับปัญหานี้มาตลอด ขณะเดียวกันก็ต้องชื่นชมรัฐบาลจีนที่เข้ามาจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและให้หลักประกันชีวิตแก่ผู้ต้องกักกลุ่มนี้ ชนิดที่บางประเทศแถวๆ นั้นคงต้องอาย!
เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงที่มาว่าทำไมพวกเขาถึงติดค้างอยู่ในไทยมาเป็นสิบปี ไม่มีประเทศไหนยอมรับ แถมในตอนแรกพวกเขาก็ไม่กล้ากลับไปจีนเพราะกลัวนโยบายของรัฐบาล แต่ระหว่างที่อยู่ไทย พวกเขาได้รับการดูแลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทย (สตม.) เป็นอย่างดีจนผูกพันกันเหมือนคนในครอบครัว ความเข้าใจที่ลึกซึ้งนี้เองที่ทำให้การส่งตัวกลับเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีดราม่า ไม่มีความรุนแรง ต่างจากภาพที่บางสำนักข่าวตะวันตกพยายามปั้นให้ดูน่าสะพรึงกลัว!
จีนโชว์สปิริต ส่งเครื่องบินรับ-ให้หลักประกันชีวิต ไม่ปล่อยคนไร้ราก
ปีนี้รัฐบาลจีนเดินเกมอย่างเหนือชั้น ไม่ใช่แค่ส่งเครื่องบินรับกลับเท่านั้น แต่ยังเปิดตัวโชว์วัฒนธรรมอุยกูร์กลางกรุงเทพฯ ในช่วงตรุษจีน ส่งสัญญาณชัดว่า “ชาวอุยกูร์คือส่วนหนึ่งของจีน” ทำให้ผู้ต้องกักที่อยู่ไทยเห็นกับตาว่าบ้านเกิดเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
จากนั้นจีนส่งคลิปวิดีโอของญาติพี่น้องมาให้ชม แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวอุยกูร์ พร้อมกับเสียงเรียกร้องจากครอบครัวให้ญาติๆ กลับไปใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง และที่เหนือชั้นไปกว่านั้น รัฐบาลจีนยังออกเอกสารรับรองว่า “ไม่เอาผิดใครทั้งสิ้น” แถมยังจัดโปรแกรมฝึกอาชีพให้มีรายได้ มีงานทำ ไม่ใช่ปล่อยให้กลับไปแล้วต้องดิ้นรนเองเหมือนบางประเทศที่ชอบอ้างสิทธิมนุษยชนแต่สุดท้ายก็ทิ้งคนของตัวเองให้อดตายข้างถนน!
ไทยทำดีที่สุดแล้ว! UNHCR กับสหรัฐฯ มีสิทธิ์อะไรจะมาดราม่า?

แน่นอนว่ามีเสียงโวยวายจาก UNHCR และกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ออกมาประณามไทยว่า “บังคับส่งกลับ” แต่คำถามคือ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา UNHCR เคยช่วยหาประเทศที่สามให้พวกเขาได้หรือไม่? หรือมัวแต่ยุ่งอยู่กับการช่วยพาคนบางกลุ่มที่มีปัญหาทางการเมืองหนีออกนอกประเทศ? ข้าพเจ้าขอถามกลับไปว่า “ทำไมคนเหล่านี้ถึงติดค้างอยู่ไทยมาตลอด?”
ส่วนสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งผลักดันผู้อพยพออกจากประเทศตัวเองเป็นล้านๆ คน กลับมีหน้ามาชี้นิ้วด่าประเทศอื่น ว่าแต่ผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ที่อยากกลับบ้านตอนนี้ล่ะ จะได้รับการดูแลดีเท่ากับที่จีนดูแลอุยกูร์หรือไม่? หรือพวกเขาจะถูกกดขี่เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด?
ประเทศไทยกับจีนแสดงให้เห็นแล้วว่า การส่งตัวกลับสามารถทำได้อย่างมีเกียรติและให้โอกาสใหม่แก่ทุกคน ต่างจากบางประเทศที่ชอบสั่งสอนคนอื่น แต่ตัวเองกลับทำตรงข้ามโดยสิ้นเชิง!
หวังว่าวีดีโอคลิปนี้จะช่วยทำให้คนทั้งโลกได้ตาสว่างกันนะครับว่าชาวอุยกูร์ ที่ทางไทยส่งกลับไปให้ที่จีนนั้นปลอดภัยปลอดภัยดีทุกคนครับ…
อ้างอิง วีดีโอ ทางการไทยเยือนชาวอุยกูร์ที่ส่งกลับไปที่มณฑลซินเจียงประเทศจีนเพื่อดูชีวิตความเป็นอยู่ พร้อมคำสัมภาษณ์ของแต่ละคนที่ได้กลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา….
English Version: Thailand and China Join Forces to EnThailand and China Join Hands to Bring Uyghurs Home – A Humanitarian Success Story
By Prat Samsee (ปราชญ์ สามสี)

The world was shaken when China sent an aircraft to repatriate Uyghurs who had been detained in Thailand for over a decade. These individuals had been in legal limbo, as no third country agreed to accept them, and initially, they had refused to return to China due to fears of persecution. However, after years of care from the Thai Immigration Bureau (IB), a bond of trust developed between the Uyghurs and the officers, facilitating a smooth and dignified repatriation process—something the Western media failed to acknowledge.
China Ensures Uyghurs a Safe Return with Guarantees and Support
China didn’t just take its people back—it sent a strong message of unity. Earlier this year, during Chinese New Year celebrations in Bangkok’s Chinatown, a performance showcasing Uyghur culture was featured, demonstrating that the Uyghurs are recognized as an integral part of China. Additionally, China provided video messages from family members of the detainees, showing their improved living conditions and pleading for their relatives to return.
Most notably, the Chinese government officially issued guarantees that the repatriated Uyghurs would not face prosecution and would instead receive job training and economic opportunities upon their return. This is in stark contrast to certain countries that claim to champion human rights but leave refugees abandoned in destitution.
Thailand Acted with Honor—What Right Does the West Have to Complain?

Despite Thailand’s careful and humane approach, UNHCR and the U.S. State Department rushed to condemn the move. But here’s the real question: Where were these critics for the past 10 years? If UNHCR truly cared, why didn’t they find a third country to take in these people? Instead, they seemed more concerned with facilitating asylum for individuals with political agendas rather than assisting those genuinely in need.
Meanwhile, the U.S. government is currently deporting illegal immigrants in massive numbers—yet they criticize Thailand for helping resolve a decade-long issue in a way that ensures dignity and stability. The real test of Western sincerity will be seen in how Palestinian refugees are treated upon their return to Gaza—will they receive the same level of care as these Uyghurs did in China?
Thailand and China have proven that repatriation can be handled with dignity and humanitarian care, in direct contrast to the hypocrisy of Western nations that preach one thing while practicing another.
泰中携手成功遣返维吾尔人——一次人道主义胜利
作者: Prat Samsee (ปราชญ์ สามสี)

全球震惊!中国派出专机接回在泰国被拘留超过十年的维吾尔人。这些人因没有第三国愿意接收而滞留泰国,起初他们也因担心受到迫害而拒绝返回中国。然而,在泰国移民局 (IB) 长期照料下,维吾尔人与泰国官员建立了深厚的信任关系,促使此次遣返过程顺利进行。西方媒体对此却选择性忽视!
中国确保维吾尔人安全回国,提供保障和支持
中国政府不仅仅是接回公民,还释放了强烈的团结信号。今年春节期间,中国政府特意在曼谷唐人街安排维吾尔文化表演,展现维吾尔族是中国不可分割的一部分。此外,中国政府向泰国的维吾尔人展示了来自家人的视频,展现他们如今更好的生活状况,同时呼吁亲人回家团聚。
最重要的是,中国政府正式承诺,所有遣返的维吾尔人不会受到起诉,还将获得职业培训和经济支持,以确保他们能顺利融入社会。这与某些宣称维护人权的国家形成鲜明对比——那些国家口头上高举人权大旗,实际上却让难民流落街头、生活困顿。
泰国以正义行动——西方有什么资格批评?
尽管泰国政府采取了人道主义立场,但联合国难民署 (UNHCR) 和美国国务院仍对遣返行动表示批评。然而,问题是:过去十年,他们到底做了什么? UNHCR 如果真的关心维吾尔人,为什么没有找到第三国接收他们?反而,他们似乎更热衷于帮助政治异见人士逃往西方国家,而不是为真正需要帮助的人提供安置。
与此同时,美国政府正在大规模驱逐非法移民,却指责泰国处理维吾尔问题?这简直是双重标准的最佳典范!真正考验西方国家诚意的时刻到了——看看巴勒斯坦难民返回加沙时,他们会不会像维吾尔人在中国一样,得到妥善安置?
泰国和中国用实际行动证明了,遣返问题可以以尊严和人道主义方式解决,与西方国家的虚伪形成了鲜明对比!
แหล่งอ้างอิง จาก FB ดังกล่าว
https://www.facebook.com/share/p/1E65oAfH83/