นายพิชัย นริพทะพันธุ์  แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยรายงานประจำปี แจงรายชื่อ 38 ประเทศว่าเป็น ประเทศที่น่าละอาย โดยอ้างว่ามีการปฏิบัติไม่ดีต่อนักสิทธิมนุษยชนหรือผู้ให้ความร่วมมือกับกลุ่มสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ที่เพิ่งถูกระบุชื่อด้วยในปีนี้ เป็นเรื่องที่เสื่อมเสียแก่ประเทศอย่างมาก และสะท้อนถึงพฤติกรรมของรัฐบาลใน 4 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี การที่ไทยติดเป็นประเทศน่าละอายนี้ นอกจากจะทำลายภาพพจน์ของประเทศแล้วยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้การลงทุนต่างประเทศที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งหดหายลดลงไปอีก ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นมากเหมือนที่รัฐบาลพยายามบอก ตัวเลขการลงทุนแท้จริงไม่ได้เพิ่มและยังน้อยกว่าตอนก่อนการปฏิวัติมาก

“ซึ่งไม่อยากให้ไทยเป็นเหมือนประเทศเมียนมาร์ที่แต่แรกมีแนวโน้มที่ดีหลังการเลือกตั้ง แต่มาเจอเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนจนทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหดหาย ประเทศเมียนมาร์เลยไม่พัฒนาเท่าที่ควร นอกจากนี้การที่รัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรี โฆษกรัฐบาล กระทรวงต่างประเทศ พยายามจะปฏิเสธว่าไม่เป็นเรื่องจริง ยิ่งจะทำให้ประเทศน่าละอายเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะตลอด 4 ปีนี้ ประชาคมโลกได้รับรู้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยมาโดยตลอด”

นายพิชัย กล่าวต่อว่า เพราะนอกจากการปฏิบัติไม่ดีต่อนักสิทธินนุษยชนและผู้ให้ความร่วมมือแล้ว ประชาชนไทย และ ประชาคมโลก ยังจำได้ว่า มีการดำเนินคดีผู้เห็นต่างจำนวนมาก มีการดำเนินคดีนักศึกษาขณะเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ จับประชาชนเรื่องมีขันแดงและมีปฏิทิน ห้ามแสดงความคิดเห็นที่ต่างจากรัฐบาลโดยมีการเรียกปรับทัศนคติ แม้กระทั่งตนเองยังถูกเรียกถึง 12 ครั้ง (พลเอกประยุทธ์ บอก 15 ครั้ง) เพียงเพราะเป็นปากเสียงแทนประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับความลำบาก และถึงขณะนี้ที่จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองหาเสียงได้เลย

“อย่างนี้จะไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้รับฟังและหาทางแก้ไขมากกว่าจะแก้ตัว เพราะสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนสากลของโลกที่รัฐบาลอาจจะไม่รู้ หรือ แกล้งเป็นไม่รับรู้ ก็เป็นได้” นายพิชัย กล่าว