เลิกซะที..!!!ตร.น้ำดีหวัง ก.ตร.เป็นเสาหลัก พิทักษ์กฎ-ไว้พึ่งพิง-กู้ภาพลักษณ์ วอนอย่าอ่อนข้อพวกห้อยโหน บุคคลสำคัญ แถหาช่องกฎหมาย ใช้ ม.86 ผิดเจตนาชัดเจน

369

       สร้างความรู้สึกที่ดีให้บรรดาตำรวจน้ำดีทั่วประเทศ ต่างตั้งความหวังว่า ก.ตร.ชุดนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญในการกู้ภาพลักษณ์สำนักปทุมวันที่ตกต่ำอย่างหนักจากน้ำมือของตำรวจที่โตแบบบ่มแก๊ส ได้กลับมาอยู่ในร่องในรอยของกฎหมายและจะเป็นขวัญกำลังใจให้ตำรวจในการที่จะเห็นความเติบโตในหน้าที่การงานมากขึ้น แต่ความรู้สึกดีนี้เกิดเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือเพียงชั่วข้ามวันก็ว่าได้ ต้องวนกลับไปสู่ความรู้สึกเดิมๆที่ว่าเด็กเส้นเด็กนายต้องมีสิทธิพิเศษ แม้แต่ ก.ตร.ยังต้านความต้องการของผู้มีอำนาจไม่ไหว

     เพราะมีข่าวสะพัดว่า ในที่ประชุม ก.ตร.ที่ถกเถียงกันยาวนานน่าจะไม่ใช่ประเด็นให้ออกจากราชการ แต่น่าจะเป็นประเด็นที่ว่าประธานในที่ประชุมเสนอแต่งตั้งตำรวจระดับรองสารวัตร(สว.)ขึ้นเป็น สว.และรองผู้กำกับการ(รองผกก.)เป็น ผกก.แบบนอกวาระประจำปี มากกว่า

      รายงานข่าวระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. โดย นำรายชื่อ รอง สว. ในพื้นที่ อ.เสลาภูมิ  จ.ร้อยเอ็ด เป็น สว.ในพื้นที่ เสลาภุมิ และรองผกก.สืบสวนสอบสวน(สส.) เป็น ผกก.สส.บก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด นำเสนอต่อที่ประชุมก.ตร. เพื่อเห็นชอบ

   “ปรากฏว่า ก.ตร.หลายท่านได้ติติงว่าการแต่งตั้งลักษณะนี้ไม่เหมาะสม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะไม่มีเหตุการณ์สำคัญที่จะทำให้ราชการเสียหาย ที่สำคัญคือมีโอกาสที่ขัดแย้งกับกฎหมายตำรวจฉบับใหม่ที่ต้องร่างระเบียบเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายมารองรับอีกต่างหาก จึงขอให้เลื่อนไปแต่งตั้งตามวาระประจำปี”รายงานข่าวระบุ

 รายงานข่าวระบุอีกว่า ประธานฯที่ประชุมไม่ยินยอมโดยอ้างว่าเป็นนโยบายสำคัญ ต้องทำให้แล้วเสร็จในวันนี้ ปรากฏว่า ก.ตร.หลายท่านได้แสดงความเห็นคัดค้าน เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทำลายระบบคุณธรรม อีกทั้งในช่วงนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกิดวิกฤตศรัทธาประชาชนขาดความเชื่อมั่น หากประธานฯยังยืนยันที่จะแต่งตั้งให้ได้ จะทำให้ตำรวจน้ำดีทั้งหลายรู้สึกเสียขวัญและกำลังใจ

 “แต่ประธานฯยังยืนกรานว่าต้องดำเนินการ ขอใช้อำนาจตามมาตรา 86 แล้วให้ก.ตร.ลงลายมือชื่อรับรองมติที่ประชุม ซึ่งก.ตร.หลายท่านต่างรู้สึกอึดอัดและลำบากใจ เพราะเจอข้ออ้างว่าเป็นคำสั่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นคำสั่งสำคัญจริงหรือไม่ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ เสมือนถูกบังคับขืนใจให้ลงลายมือชื่อรับรองมติ”รายงานข่าวระบุ

    ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเป็นประการใดคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) ออกมาเมื่อใดจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีใบสั่งให้ฝ่าฝืนการแต่งตั้งโยกย้ายนอกวาระเป็นจริง วงจรอุบาทว์ที่กระทำโดยผู้มีอำนาจจะวนเวียนหลอกหลอนตำรวจที่ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อความก้าวหน้าไปยันเกษียณ

     แต่ในความเห็นของ”ประดู่แดง”อยากให้เป็นเพียงแค่ข่าวลือมากกว่า เพราะถ้าเป็นความจริงความเสียหายจะตกอยู่ที่ ผบ.ตร.ที่เพิ่งพ้นบ่วงถูกสั่งไปช่วยราชการที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะอาจจะถูกตำรวจทั่วประเทศมองว่าไร้ซึ่งภาวะผู้นำไม่กล้ายืนหยัดในหลักการที่ควรจะเป็นรวมถึง ก.ตร.ที่ตำรวจน้ำดีทั่วประเทศต่างตั้งความหวังว่าจะเป็นปากเป็นเสียงแทน เมื่อถูกผู้มีอำนาจกระทำแบบไม่เป็นธรรม เป็นได้แค่ตรายาง ไม่กล้าพอที่จะยืนหยัดสู้กับการไร้หลักการของผู้มีอำนาจที่มักจะอ้างว่ามีคำสั่งพิเศษให้ดำเนินการ

  ดังนั้นนับจากนี้ไปชาวสีกากีคงจะติดตามลุ้นกันด้วยความระทึกว่าจะจริงหรือเท็จ ถ้าหากเป็นจริงตำรวจที่หวังความก้าวหน้าด้วยผลงาน ต้องกลับไปพลิกตำราหาแนวทางการวิ่งเต้นอีกคำรบหนึ่งว่าจะต้องวิ่งเข้าสังกัดผู้มีอำนาจคอกไหน และต้องหาปัจจัยช่วยเสริมด้วยหรือไม่ เพราะจะหวังพึ่งผู้บริหารสำนักงานตำรวจแหง่ชาติและ ก.ตร.คงเป็นได้แค่ฝัน !!!