“พล.ต.ท.ศานิตย์” สว.,อดีต ผบช.น. โพสต์สอนตำรวจรุ่นน้องปมศึกวิวาทะสีกากี“สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ”

327

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2567 พล.ต.อ.ศานินิตย์ มหถาวร สว. และอดีต ผบช.น.ได้โพสน์ข้อความผ่านโซเชียลไลน์ ถึงกรณีศึกวิวาทะสีกากีที่กำลังเป็นข่าวตามสื่อทุกสำนักอยู่ขณะนี้ว่า “สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ”

วันสองวันที่ผ่านมานี้มีคดีมินนี่การพนันออนไลน์ กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง มีผู้เกี่ยวข้องออกมาให้สัมภาษณ์สื่อตอบโต้กันไปมา สร้างความสับสน สงสัย กระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผมเองในฐานะตำรวจเก่าจึงมักมีทั้งเพื่อน สว. สื่อมวลชน และคนทั่วไปมาถาม ว่าเรื่องนี้ใครผิด ใครถูก จะแก้อย่างไร คำตอบง่ายๆคือ ใครเป็นคนดี ทำหน้าที่โดยสุจริต ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน คนนั้นจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ

เปรียบเสมือนกับสุภาษิตจีนแต้จิ๋วที่ว่า ”จิงกิมปุกพ่าห้วยเหลี่ยง จิงลี่ปุกพ่าฉ่ำงั้ง” แปลเป็นไทยว่า “ทองแท้ไม่แพ้ไฟ สัจธรรมไม่กลัวคำติฉินนินทา” มีความหมายว่าคนที่ยึดมั่น ตั้งมั่นในความดี อดทนต่อการพิสูจน์ความจริง ก็จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรค หรืออันตรายใดๆได้ ส่วนตัวผมเองนั้นตั้งแต่จำความได้จนบัดนี้ ก็ยึดมั่นในสิ่งนี้ ยึดมั่นในการทำความดี พยายามเอาความดีชนะความชั่ว แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคขวากหนามมากมายเพียงใด ก็ไม่เคยทำให้ผมหวั่นไหวเพราะผมเชื่อว่าความดีจะชนะทุกสิ่ง ความจริงจะชนะทุกอย่าง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่บังเอิญมียศ มีตำแหน่ง ก็เลยเป็นที่สนใจ

ผมจึงไม่อยากให้ใครไปวิตกกังวลจนเกินไป เพราะที่สุดแล้ว ”ทองไม่แท้ มันย่อมแพ้ไฟ” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว…!! ส่วนวิธีแก้นั้นง่ายนิดเดียวต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือการแต่งตั้งโยกย้ายต้องเป็นธรรม ผู้มีอำนาจต้องพยายามส่งเสริมคนดี ให้คนดีไปปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ.. สมดังพระบรมราโชวาทของล้นเกล้า ร.9

“ ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำบ้านเมืองให้มีความปกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่ทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้..”

ทำได้เยี่ยงนี้ก็จะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน (ขอร้อง)(ขอร้อง) อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คำตอบสุดท้ายมันคงอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมไทยต้องไม่บิดเบี้ยว กล่าวคือ ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลต้องร่วมกันทำเรื่องนี้ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ( Justice delayed is justice denied) ใครผิดใครถูกจะได้รู้กันเร็วนั่นเอง..!

ในส่วนของตำรวจนั้นพงส.ซึ่งถือเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรม จะต้องพยายามรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ตาม ปวิอาญา ม.131
“ ให้พงส.รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นถึงความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา”

ดังนั้น พงส. จึงต้องมีจรรยาบรรณ ไม่มีอคติใดๆ ต้องมีความสุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องไม่ค้าสำนวน ต้องไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ต้องพยายามทำให้คนทำผิดได้รับการลงโทษอย่างสาสมตามผลกรรมที่ได้กระทำ (สู้ตาย) คนดีจะได้อยู่อย่างปกติสุข คนชั่วก็จะเกรงกลัวไม่กล้าทำผิดอีก

พูดถึง พงส.โดยเฉพาะการทำสำนวนการสอบสวนนั้น ทำให้ผมนึกถึง โครงการ สั่งไม่ฟ้องเป็น 0 ซึ่งเป็นโครงการดีๆที่ผมเคยทำไว้ในช่วงที่เป็น ผบช. แต่เสียดายไม่มีการสานต่อ (อาจเพราะไม่ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลกำลังจะยกเลิกก็ได้ (moon grin)) และผมเคยนำมาเล่าสู่กันฟัง…!! ตั้งแต่ปี 2564 แล้ว จึงขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

โครงการ”สั่งไม่ฟ้องเป็น 0 “ โครงการดีๆที่ควรทำ
ช่วงนี้นอกจากคดี บอส ขับรถชนตำรวจ สน ทองหล่อตาย ยังมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการจับกุมยาไอซ์ 1,500 กก ที่จ.ตาก เมื่อปี 2562 แต่พึ่งเป็นข่าวเพราะไปพาดพิงคนมีสี ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรอยู่ระหว่างที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ แต่ประเด็นสำคัญที่หลายคนสงสัยกันว่าการทำสำนวนการสอบสวนของ พงส.ในคดีดังกล่าวว่าได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดตาม ปวิอม.131 ให้สิ้นกระแสความจนปราศจากข้อสงสัยแล้วหรือไม่(saluting soldier)ในส่วนของผมที่จะเล่าสู่กันฟัง!!นั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวข้องกับการทำสำนวนการสอบสวนของ พงส.เช่นกัน ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานทางด้านนี้ของผมมากว่า 35 ปี ผมให้ความสำคัญกับงานสอบสวนเป็นอันดับแรกเพราะนอกจากการสอบสวนจะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังจะช่วยป้องกันอาชญากรรมได้เป็นอย่างดีเพราะคนทำผิดติดคุก ก็จะมีความกลัวอยู่บ้างละ ผมจึงเลือกที่จะทำงานในสายงานนี้และเลือกจะเป็นพงส.ที่ดีและสอนน้องๆให้เป็นพงส.ที่ดีมีคุณธรรมรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างเต็มที่ด้วย เริ่มต้นจากที่ผมเป็นพงส.ตำแหน่ง รอง สวส.ในฐานะผู้ปฎิบัติ จนถึงเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติทุกระดับ ตั้งแต่ เป็น สวส. สวส.หัวหน้างาน รอง ผกก สส, ผกก,ผบก,รอง ผบชและ ผบช. ซึ่งผลลัพธ์ออกมากค่อนข้างดีมากโดยเฉพาะในพื้นที่ๆผมรับผิดชอบซึ่งนอกจากผมจะเน้นทุกสายงานในหน้าที่ตำรวจแล้ว ผมยังให้ความสำคัญกับการทำสำนวนการสอบสวนโดยเฉพาะระดับสถานีตำรวจซึ่งถือเป็นจุดแตกหัก คนร้ายมักจะไม่กล้ามาทำผิดในพื้นที่ผม เพราะรู้ว่า นอกจากถูกจับได้เร็ว ยังวิ่งเต้นไม่ได้ต้องติดคุกสถานเดียว บ้านเมืองจึงสงบ ประชาชนมีความสุข ทำให้หลายแห่งชาวบ้านอยากให้ผมเป็น ผกก อยู่กับเขานานๆ หรือจนผมเกษียณอายุได้ก็ยิ่งดี บางคนขอให้ผมเป็น ผกก.จนลูกเขาจบมหาวิทยาลัยทั้งๆลูกเขาพึ่งเรียนอยู่ ป.6(moon grin) บางคนถึงขนาดอยากให้ผมเป็น สส ก็มี(content)(ผมเป็น ผกก ตั้งแต่ พ.ศ.2540)
(zany)อย่างไรก็ตามในการทำความดี ก็มักจะมีอุปสรรค์อยู่บ้าง ผมเองหลายครั้งก็ถูกแทรกแซง ถูกกดดัน ถูกกลั่นแกล้งถูกรังแกจนถึงขนาดถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ไม่เจริญ (ถ้าย้ายออกนอกประเทศได้คงโดนไปแล้ว(moon grin)(moon grin)(moon grin) ) ทำให้ต้องห่างครอบครัว ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก บางแห่งถนนไม่มีสัญญาณไฟ ไม่มีตู้ ATM ตกเย็นไม่มีร้านอาหารขายต้องอาศัยอาหารถุงที่นำมาจากครอบครัวแช่ตู้เย็นไว้นำมาเว็บรับประทาน ฯลฯ เป็นต้น แต่ผมก็ต่อสู้มาตลอด ทั้งนี้เพราะมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องกระทำ ดังนั้นเมื่อผมมาเป็นผบช. จึงนำบทเรียนเหล่านั้นมาหาทางแก้ปัญหาเพื่อมิให้ พงส.ดีๆโดดเดี่ยวต้องต่อสู้โดยลำพังเช่นผมๆจึงได้คิดจัดทำโครงการ “สั่งไม่ฟ้องเป็น 0” เพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนโดยเริ่มแรกเมื่อผมไป รรท.ผบช.ภ.2 ในปีพ.ศ. 2557 และมาทำต่อเมื่อมาเป็น ผบช.น. ในปีพ.ศ. 2558-2560 ซึ่งก็ได้ผลดีค่อนข้างมาก หลักใหญ่ใจความก็คือ เพื่อคุ้มครองพงส.ให้ทำหน้าที่โดยสุจริตสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งคดีได้โดย”อิสระ” ซึ่งเมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นการค้าสำนวน การวิ่งเต้นคดีก็ลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ดีกลับมีพงส.บางคนที่อาจไม่สุจริต(อาจเป็นพวกชอบค้าสำนวน) ยืมมืออดีตนายกสมาคม พงส. ท่านหนึ่งทำหนังสือร้องเรียนผมถึง ผบ.ตร. ให้ผมยกเลิกหรือเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ โดยอ้างว่าโครงการ นี้เป็นการจำกัดดุลยพินิจ พงส. (content) แต่ผมยืนยันว่าไม่ยกเลิกและไม่เปลี่ยนชื่อ จะตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษผมก็เชิญ ที่สุดเรื่องนี้ก็เงียบไป (รับทราบ)

สำหรับโครงการสั่งไม่ฟ้องเป็น 0 นั้น ผมขอเรียนว่าผมเป็นตำรวจอาชีพ(ไม่ใช่อาชีพตำรวจ) หน้าที่ของตำรวจคือต้องทำให้บ้านเมืองสงบ ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ที่สำคัญ คือต้องป้องกันมิให้มีเหตุเกิดขึ้นเป็นหลัก แต่เมื่อมันป้องกันเหตุไม่ได้ ก็ต้องจับคนร้ายให้เร็วและต้องทำให้มันติดคุกให้ได้ (small green triangle)โครงการนี้จึงถือเป็นส่วนสำคัญนอกจากอำนวยความยุติธรรม แล้ว ยังสามารถป้องกันอาชญากรรมได้ดีด้วย พงส.จึงเป็นบุคคลากรสำคัญในการขับเคลื่อน เพราะสำนวนจะอ่อนจนไม่พอฟ้องหรือ แน่นหนาจนฟ้องลงโทษได้ มันอยู่ที่พงส.ๆจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้เพื่อพิสูจน์ทั้งความบริสุทธิ์และความผิดของผู้ถูกกล่าวหาตาม ปวิอ ม.131 โดย พงส.จะต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความจนปราศจากข้อสงสัย มีพยานหลักฐานแน่นหนา จน พงส.สั่งไม่ฟ้องไม่ได้ และเมื่อถึงมือศาลๆก็สามารถพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดได้ โครงการนี้ นอกจากเป็นการกระตุ้นให้พงส.สำนึกในหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันพงส. มิให้ใครมาแทรกแซงการทำงานได้เพราะมี ผบช. เป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กให้ พงส.ได้อ้างอิงได้

อย่างน้อยผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับรอง ผบช.ลงมา ก็คงไม่กล้ามาแทรกแซงหรือแม้แต่ระดับเหนือ ผบช.ขึ้นไปก็คงไม่มีใครกล้ามาสั่งผมให้ทำไม่ดี ดังนั้น พงส.จึงมีอิสระในการรวบรวมหลักฐานทุกชนิดตามปวิอ.131 ดังกล่าว ซึ่งหากพงส.ไม่มีเถยจิตเป็นโจร ไม่ไป”ค้าสำนวน” ไม่ไปบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยผู้กระทำผิดเสียเอง แต่ช่วยทำกฎหมายให้มันศักดิ์สิทธิ คนทำผิดได้รับการลงโทษ บ้านเมืองก็จะสงบ ประชาชนจะมีความปลอดภัยได้จริงๆ (saluting soldier)

อนึ่ง โครงการสั่งไม่ฟ้องเป็น 0 นี้ จริงๆแล้วก็สั่งไม่ฟ้องได้ ถ้าหากตามข้อเท็จจริง พงส.ได้ พยายามสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเต็มที่โดยสุจริตแล้ว แต่พยานหลักฐานยังอ่อนไม่พอฟ้อง หรือมีกม.บัญญัติยกเว้นไว้ตาม ปวิอ ม.39 “ม.39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
(1)โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2)ในความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกม.
(3)เมื่อคดีเลิกกันตามม.37
(4)เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีที่ได้ฟ้อง
(5)เมื่อมีมกม.ออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(6)เมื่อคดีขาดอายุความ
(7)เมื่อมีกม.ยกเว้นโทษ
หรือมี กม ยกเว้นโทษ เช่นการป้องกันโดยชอบตามปอ.ม.68 หรือ ทำผิดขณะจิตฝั่นเฟือนตามปอ.ม.58 หรือเด็กอายุไม่เกิน 10 ปีกระทำผิด ตามปอ.ม.73 ฯลฯ เป็นต้น เหล่านี้พงส.ก็มีสิทธิสั่งไม่ฟ้องได้ แต่ผมขอเน้นย้ำว่าพงส.ต้องกระทำโดยสุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆด้วยตนเองก็ดี หรือไปขอคำแนะนำจาก พงอ.บางคนก็ดี ทำสำนวนอ่อนเพื่อสั่งไม่ฟ้องช่วยเหลือผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด

ที่เล่ามานี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสายงานสอบสวนอันเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะสำเร็จหรือล้มเหลวหรือไม่ อยู่ที่การสร้างจิตสำนึก สร้างความรับผิดชอบ รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจให้พงส. กระบวนการยุติธรรมก็จะไม่บิดเบี้ยว บ้านเมืองสงบ ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินฯได้เช่นกันครับ

บังเอิญช่วงนี้มีร่างกฎหมายตำรวจเข้าสภามาพอดี และผมก็ไม่ได้เป็นกมธ วิสามัญเพื่อช่วยพิจารณาในวาระที่ 2 ทั้งที่สมัครใจและขอเป็นแล้ว (facepalm) ก็คงต้องฝากทุกท่านช่วยกันคิดช่วยกันทำให้ กม. ฉบับนี้ให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรอกครับ แต่เพื่อทำให้การปฏิรูปตำรวจที่ทุกคนรอคอยมานาน เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป ”พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวผ่านโซเชียลไลน์“

#Thaitabloid #สำนักข่าวไทยแทบลอยด์