น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาและ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “อธิบดีกรมศุลกากรอย่า2มาตรฐานกรณีภาษีเชฟรอนและกรณีนาฬิกา25เรือน” โดยเขียนเนื้อหาใจความ โดยระบุว่า “เมื่อ22 ก.ค 2561 มีข่าวว่า’กุลิศ สมบัติศิริ’ อธิบดีกรมศุลกากร แจง ‘อิศรา’ สั่งจับปรับเอกชนกรณีลักลอบขายเหล็กโรงไฟฟ้าขนอมจริง แต่เรื่องคนละส่วนคดีบ.ญี่ปุ่น จ่ายสินบน 20 ล. ยันดำเนินขั้นตอนกม.ถูกต้องทุกประการ

ขอโอกาสถามว่าเมื่อไหร่อธิบดีกุลิศจะจับปรับคดีเชฟรอนสำแดงเท็จหนีภาษีสรรพสามิตน้ำมันเสียที ถ้ามีการจับปรับจริง มูลค่าน่าจะหลายหมื่นล้านบาท มากกว่ากรณีลักลอบขายเหล็กโรงไฟฟ้าขนอมอย่างแน่นอน

และเมื่อไหร่อธิบดีกุลิศจะตรวจสอบนาฬิกา 25เรือนว่ามีการเสียภาษีหรือไม่ ซึ่งดิฉันทำหนังสือร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปถึงนายกุลิศ ซึ่งทราบจากสื่อมวลชนว่านายกุลิศได้รับแล้วเมื่อ29 ม.ค 2561

ขณะนี้ผ่านมาเกือบจะครบ6เดือนแล้ว แต่ดิฉันยังไม่เคยรับทราบความคืบหน้าในการสอบเรื่องภาษีการนำเข้านาฬิกาหรู 25 เรือนดังกล่าว

การตรวจสอบว่านาฬิกาดังกล่าวเสียภาษีนำเข้าหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด กรมศุลฯสามารถสั่งให้เจ้าของนาฬิกาเอาเอกสารการเสียภาษีมาแสดง เจ้าของนาฬิกาต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ความเป็นเจ้าของจนสิ้นสงสัย มิเช่นนั้น แสดงว่านาฬิกาทั้ง25เรือนเป็นการลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้เสียภาษีนำเข้าให้ถูกต้อง จะต้องถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน ดังข่าวที่กรมศุลฯเคยสั่งยึดนาฬิกาหรูของคนเดินทางมาจากต่างประเทศโดยไม่เสียภาษีปรากฎตามข่าวไทยพับลิก้าเมื่อ17 พ.ค 2560 ดังนี้

“นายบุญเทียม โชควิวัฒน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวเป็นการจับกุมผู้โดยสารหญิง สัญชาติไทย จำนวน 2 ราย (ขอสงวนชื่อ) ซึ่งเดินทางมาจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 โดยสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ HX769 มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 02.35 น. ทั้งนี้ จากงานการข่าวแจ้งว่าจะมีผู้โดยสารลักลอบนำนาฬิกามูลค่าสูงเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยได้ส่งกล่องนาฬิกาเข้ามาทางไปรษณีย์ก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ผู้โดยสารได้ลักลอบนำนาฬิกาเข้าประเทศด้วยวิธีใส่บนข้อมือ เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าเป็นนาฬิกายี่ห้อ Audemars Piguet และ Patek Philippe ซึ่งเป็นของใหม่และยังไม่ได้มีการใช้งานแต่อย่างใด โดยผู้โดยสารทั้งสองรายยอมรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริง เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรต่อไป
ทั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้สั่งกำชับทุกหน่วยงานให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่นำเข้าสินค้ามาจำหน่ายโดยสุจริต ตลอดจนเป็นการปกป้องค่าภาษีอากรอันเป็นรายได้ของประเทศ อนึ่ง สถิติการจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้า
แบรนด์เนม ประเภทนาฬิกา กระเป๋า และรองเท้าของสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในปีงบประมาณ 2559 (ต.ค. 58 – ก.ย. 59) สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 203 คดี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 136 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 59 – เม.ย. 60) สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 136 คดี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 97.2 ล้านบาท”

หรือว่ามาตรฐานการจับผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่เสียภาษีมีหลายมาตรฐาน หรือว่าสำหรับคนธรรมดา กรมศุลฯจะดำเนินการอย่างเข้มงวด แต่สำหรับคนมีอำนาจ จะได้รับการปฏิบัติในอีกมาตรฐานหนึ่ง คือจะถ่วงเวลา ยืดเยื้อไปไม่มีกำหนด ใช่หรือไม่

หากดิฉันยังไม่ได้รับทราบความคืบหน้าในการตรวจสอบการเสียภาษีของนาฬิกาหรูตามที่ดิฉันได้ร้องเรียนไว้ ดิฉันก็คงต้องร้องเรียนท่านในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา157 ต่อไป”

“อธิบดีกรมศุลกากรอย่า2มาตรฐานกรณีภาษีเชฟรอนและกรณีนาฬิกา25เรือน”เมื่อ22 ก.ค 2561 มีข่าวว่า'กุลิศ สมบัติศิริ'…

โพสต์โดย Rosana Tositrakul เมื่อ วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2018