นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกระแสการดูดนักการเมืองต่าง ๆ ว่า หากการเชิญดังกล่าวไม่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ตนไม่ถือว่าเป็นพลังดูด แต่ถ้าไปเพราะพรรคใหม่มีทุนสนับสนุนถือว่าเป็นการใช้เงินดูด หรือแม้แต่กรณีมีตำแหน่งรัฐมนตรีจูงใจก็ถือว่าใช่ แต่ที่เลวร้ายที่สุด คือนำคดีความมาต่อรองให้ย้ายไปอยู่กับพรรคใหม่ แล้วคดีจะจบ ซึ่งต้องจับตาเพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันใช้มาตรา 44 ตีตราไว้หลายคน ซึ่งตอนนี้จะเคลียร์ให้ ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่ว่าอะไร แต่ถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าการย้ายพรรคไม่มีผลประโยชน์ ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะ 3 เรื่องที่ว่ามาทั้งเงิน ตำแหน่งรัฐมนตรี และคดีความ ตนรับทราบมาว่ามีการเจรจาเรื่องเหล่านี้จริง

“คนในพรรคประชาธิปัตย์ตกเป็นเป้าในเรื่องเหล่านี้อยู่ แต่ผมเชื่อว่าเขาตกผลึกแล้ว ถ้ามั่นคงในอุดมการณ์ก็อยู่ แต่ถ้ามีเรื่องเหล่านี้ก็ไป เราคงห้ามอะไรไม่ได้ ผมไม่สบายใจที่มีคนพูดเรื่องการย้ายพรรคเพราะมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติทางการเมือง เพราะควรพอได้แล้วกับการเมืองแบบนี้ สังคมควรตัดสินใจปฏิเสธการเมืองแบบนี้ได้แล้ว และหวังว่าประชาชนจะมองคนที่โยกย้ายด้วยปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการดึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ของคู่แข่งมาเป็นพวก เพื่อทำให้ตัวเองมีฐานเสียงที่เข้มแข็งขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็จะเหมือนคู่แข่งในอดีต ถามว่าประเทศก้าวหน้าอย่างไร ขณะเดียวกันจะกลายเป็นเหลือบฝูงใหม่ เมื่อเริ่มต้นด้วยวิธีการที่ผิด ยากที่จะกลับไปสู่ความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม พรรคถูกตำหนิตลอดว่ายึดหลักการมากเกินไป แต่พวกตนยืนยันตลอดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ ตนยังเคยพูดในพรรคว่าถ้าให้ทำเหมือนเขา จะมีเราทำไม เราไปอยู่กับเขาก็หมดเรื่อง ทุกคนไปแสวงหาผลประโยชน์ทำแบบเดียวกันหมด แต่ที่พรรคไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรนี้ ถ้าไม่หลุดพ้นจากวงจรก็แค่เปลี่ยนหน้าเท่านั้น และการเมืองก็ล้มเหลวเหมือนเดิม

ส่วนกรณีที่มีบางพรรคการเมือง เสนอให้ยกเว้นการทำไพรมารี่โหวต โดยอ้างเรื่องการหาสมาชิกพรรคไม่ทัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่า กระแสดังกล่าว  มีหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ถ้าใครจะลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ ซึ่งส่งผลให้การย้ายพรรคจะยากมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่แสดงเจตจำนงจะต้องเข้าสู่กระบวนการไพรมารีจะต้องอยู่กับพรรคนั้นๆจนกว่ากระบวนการไพรมารีจะเสร็จสิ้น

“หากจะย้ายไปอีกพรรคหนึ่งก็ต่อเมื่อทำไพรมารีพรรคเก่าไม่พอใจ แล้วค่อยย้าย ซึ่งต้องมั่นใจอีกว่า จะสามารถเข้าสู่กระบวนการไพรมารีของอีกพรรคหนึ่งทัน แต่ถ้ายกเลิกไพรมารี การย้ายพรรคจะง่ายขึ้น ดังนั้น เราต้องจับตาว่า การยกเลิกไพรมารีจะทำให้การย้ายพรรคง่ายขึ้นหรือไม่” หัวหน้าพรรรคปชป. กล่าว