ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายรังสิมันต์ โรม นายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว และกลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุด UN 62 รวม 9 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดียุยงปลุกปั่นฯ จากการจัดชุมนุม เมื่อวันที่ (21-22 พ.ค. 2561) เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งและต่อต้าน คสช. เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี คสช. ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และซึ่งมีส่วนหนึ่งได้เคลื่อนไปยังหน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เดินทางมารายงานตามนัดของศาล ตามเงื่อนไขการประกันตัวระหว่างการฝากขัง ซึ่งเป็นการรายงานตัวภายหลังครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย (ผลัดที่ 4 รวม 48 วัน) โดยคดีนี้มีผู้ต้องหารวม 15 คน  ซึ่งทั้งหมดได้ประกันตัวระหว่างการฝากขังคนละ 50,000 บาท ภายหลังรายงานตัวเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ต้องหาทั้งหมดก็ได้ขอรับเงินที่เป็นหลักทรัพย์ใช้ประกันตัวคืนด้วยตามขั้นตอน

ในภายหลัง นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า วันนี้ครบฝากขัง 48 วันที่ศาลอนุญาตฝากขังแต่ที่ผ่านมาเราได้ยื่นประกันตัว และศาลมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวขัดต่อกฎหมายหรือสร้างความไม่สงบเรียบร้อยต่อบ้านเมือง ซึ่งอัยการจะต้องฟ้องวันนี้เพราะครบฝากขังวันสุดท้ายแต่ปรากฏว่าอัยการยังไม่ได้ฟ้อง ดังนั้นเงื่อนไขในการควบคุมตัวจึงสิ้นสุดลงซึ่งนายประกันได้ขอเงินประกันคืนจากศาลแล้ว ขณะที่เรายังไม่ถูกฟ้องโดยอัยการยังสามารถยื่นฟ้องได้ภายในอายุความซึ่งคดีนี้น่าจะอยู่ที่ 10-15 ปี วันนี้ที่เรามากันไม่ครบทั้ง 15 คน เนื่องจากนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ และนายอานนท์ นำภา ไปคดีอื่นที่ศาลทหาร และอีกบางส่วนติดภารกิจหรือยังติดต่อไม่ได้ ซึ่งหากมารายงานตัวภายหลังกระบวนการก็เหมือนกัน คือแค่มารายงานตัวรับเงินประกันคืน ส่วนคดีเกี่ยวกับการชุมนุมที่พวกตนถูกดำเนินคดีนั้น แต่ละคนโดนไม่เหมือนกัน บางคนก็มาก บางคนก็น้อย อย่างตนนอกจากคดีนี้ก็เหลืออีก 8 คดี

ผู้สื่อข่าวถามว่าการถูกฟ้องหลายคดี มีปัญหาเรื่องเงินประกันและทนายความหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เรามีปัญหา มีการระดมเงินประกันตัวโดยกลุ่มอาจารย์เป็นกลุ่มหลัก เข้าใจว่าเงินจำนวนมากน่าจะเกินที่ระดมได้ด้วยซ้ำนำมาใช้สำหรับคดีนี้ แต่วันนี้เรารับเงินประกันคืนแล้ว ถ้าอนาคตมีการดำเนินคดีอะไรเพิ่มเติมเงินส่วนนี้ก็จะนำไปใช้ประกันตัวในคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพต่อไป

เมื่อถามว่า ภายในปีนี้ จะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหรือไม่  นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรามีจุดยืนต้องการเห็นประเทศไทยออกจากระบอบเผด็จการ เพียงแต่สถานการณ์วันนี้เราติดตามตรวจสอบรัฐบาลต่อไป จะมีกิจกรรมหรือไม่ขอให้ติดตามกันอีกที วันนี้ตนยังตอบไม่ได้ว่าจะมีกิจกรรมอะไร เราจะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบเมื่อมีกิจกรรมต่อไป

“ผมคิดว่าปัญหามันคือเรื่องจุดยืนว่า สังคมไทยสามารถจะออกจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรายืนยันว่าเราสามารถออกจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ในปีนี้ คำถามมันอาจจะไม่ได้โฟกัสอยู่แค่พวกเราในฐานะคนทำแคมเปญ แต่สังคมไทยด้วย ถ้าสังคมไทยเราทุกคนเอาด้วยกับการที่จะออกจากระบอบเผด็จการ ผมคิดว่าต่อให้เป็นวันพรุ่งนี้ก็ทำได้ ผมเชื่อว่าการที่จะมีการเลือกตั้งภายในปีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ทำได้ทางกฎหมายแน่นอน” นายรังสิมันต์ กล่าว