วันที่ 12 ธันวาคม ๒๔๖๖ ตามที่สื่อมวลชน ได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วย การดำเนินการสำหรับการคุมขัง พ.ศ.2566 โดยกล่าวถึงระเบียบดังกล่าวว่าเอื้อต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ นั้น
กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ ถือได้ว่าเป็นองค์กรปลายน้ำที่มีภารกิจสำคัญในการบริหารโทษให้เป็นไปตามคำสั่งศาล โดยมีพระราชบัญญัติราชทัณฑ์เป็นเครื่องมือในการกำหนดบริหารโทษไว้ดังนี้
(1)การบังคับโทษโดยวิธีการอื่น (มาตรา 6)
(2)การจำคุกในสถานที่คุมขัง (มาตรา 33)
(3)การให้ประโยชน์จากการประพฤติตนดี (มาตรา 52) เช่น การเลื่อนชั้น การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษจำคุก เป็นต้น
จากแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด (Treatment of the Offenders) ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการควบคุมผู้กระทำผิดควบคู่กับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด (Rehabilitation) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้กลับตัวปรับปรุงตนเองไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ กรมราชทัณฑ์ จึงมีการปฏิรูปงานราชทัณฑ์ ให้ทันต่อยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลง และหนึ่งในภารกิจการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ที่เกี่ยวกับ การจำคุกในสถานที่คุมขัง ซึ่งปัจจุบันเป็นไปตามกฎกระทรวง ว่าด้วยกำหนดสถานที่คุมขัง พ.ศ.2563 ว่าด้วยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดไว้ว่า “สถานที่คุมขัง” หมายความว่า สถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำซึ่งเป็นสถานที่ของทางราชการหรือ เอกชนที่เจ้าของหรือผู้ปกครองดูแลรักษาสถานที่อนุญาตหรือยินยอมเป็นหนังสือให้ใช้ประโยชน์ในการควบคุมผู้ต้องขัง โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้คุมขังผู้ต้องขังเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่
(1) เพื่อการปฏิบัติตามระบบการจำแนกและการแยกคุมขัง
(2) เพื่อการดำเนินการตามระบบพัฒนาพฤตินิสัย
(3) เพื่อการรักษาพยาบาล
(4)เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
โดยเจตนารมย์ของกฎหมาย เพื่อเป็นการบริหารโทษและบริหารเรือนจำ โดยการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังกลุ่มที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ต้องโทษระยะสั้น ผู้ต้องขังเจ็บป่วยร้ายแรงใกล้จะถึงแก่ชีวิต ผู้ต้องขังที่มีความพร้อมใน การออกไปพัฒนาพฤตินิสัยนอกเรือนจำ เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงาน การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานเรือนจำและเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติตัวของผู้ต้องขัง และการอื่นอันจำเป็นเกี่ยวกับสถานที่คุมขังตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เป็นไปในแนวทาง และมาตรฐานเดียวกัน อาศัยอำนาจตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กรมราชทัณฑ์ จึงได้ออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขัง พ.ศ.2566 เพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ว่าด้วยกำหนดสถานที่คุมขัง พ.ศ.2563 มาตรา ๓๓ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการที่อยู่ภายใต้กฎหมายกำหนดไว้ทั้งสิ้น ซึ่งการนำตัวนักโทษไปคุมขังไว้ในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์ และไม่ใช่เป็นการกำหนดประโยชน์ให้กับนักโทษ และในขณะใช้มาตรการ จะต้องอยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์ ถ้าทำผิดเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนและส่งตัวกลับเข้าเรือนจำทันที
นอกจากนี้ ประกอบกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๓ กระทรวงยุติธรรมได้รายงานคณะรัฐมนตรี ถึงผลดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม.กรณีปัญหาในการดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่พบจากการดำเนินโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยง ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความแออัดของเรือนจำ กระทรวงยุติธรรมได้จัดประชุมกับผู้เกี่ยวข้องและเห็นว่า การกำหนดสถานที่สำหรับการควบคุมผู้ต้องขัง แต่ละประเภทให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดสถานที่อื่นเพื่อการควบคุมตัวนอกเหนือจากการควบคุมตัวในเรือนจำ เป็นหลักการที่ดี และจะต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การกำหนดสถานที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล จึงมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี กสม.ได้มีหนังสือเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ของ กรมราชทัณฑ์ ลงวันที่ 25 ก.พ. 65 โดยเน้นย้ำให้กรมราชทัณฑ์กำหนดสถานที่อื่นเพื่อการควบคุมตัวนอกเหนือ จากการควบคุมตัวในเรือนจำ เพื่อแก้ไขปัญหาการแออัดของเรือนจำ
อธิบดีราชทัณฑ์” แจงปมลงนามคำสั่งระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ ปฏิเสธชัด ไร้เอื้อ “ทักษิณ” หลังสังคมจับตาคลอดรองรับ ชี้ ระเบียบฯ ออกบังคับใช้เพื่อประชาชน พ้อ คลอดช้ากว่า พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ นานถึง 6 ปี พร้อมระบุ เป็นคำสั่งของ ครม. ให้แต่ละกระทรวงเร่งรัดออกกฎหมายค้างเก่าให้แล้วเสร็จ
จากกรณีเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ลงนามประกาศระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นที่มิใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังแต่ละประเภทและการอื่นตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 พร้อมส่งหนังสือแจ้งไปยัง ผบ.เรือนจำ ผอ.ทัณฑสถาน ผอ.สถานกักขัง และ ผอ.สถานกักกัน เพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ตนขอเรียนย้อนไปว่าใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติชัดเจนในมาตรา 33 โดยให้มีการออกกฎกระทรวง และเมื่อกฎกระทรวงมีการประกาศใช้ มาตรา 34 จึงกำหนดให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ดำเนินการออกระเบียบมารองรับ ดังนั้น ในส่วนของกฎกระทรวงพบว่าได้มีการออกมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1.เป็นการจำแนก แยก ควบคุม ผู้ต้องขัง หมายถึง เมื่อมีการจำแนกผู้ต้องขังแล้วพบว่าผู้ต้องขังรายใดสมควรที่จะอยู่ข้างนอกเรือนจำ ซึ่งอาจมีประโยชน์มากกว่าการอยู่ในเรือนจำ เราก็จำเป็นต้องนำตัวไปคุมขังภายนอกเรือนจำแทน 2.เป็นผู้ต้องขังที่ต้องพัฒนาพฤตินิสัย เนื่องจากการพัฒนาพฤตินิสัยจะรวมถึงอาชีพ การแก้ไขบำบัด ซึ่งวัตถุประสงค์นั้นมีความสำคัญ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็มีข้อจำกัดด้วยเรื่องทรัพยากร หรือขั้นตอนต่างๆ แต่ถ้ามีการนำตัวผู้ต้องขังไปพัฒนาพฤตินิสัยที่ข้างนอก อาจจะทำให้ผู้ต้องขังได้รับประโยชน์สูงสุด 3.นักโทษที่เจ็บป่วย การอยู่ในเรือนจำไม่มีประโยชน์ เพราะสภาพแวดล้อมในเรือนจำ หรือการดูแลต่างๆ จึงเล็งเห็นว่าหากได้รับการคุมขังดูแลภายนอกเรือนจำ หรือได้รับการดูแลจากครอบครัว อาจมีประโยชน์แก่ตัวผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยมากกว่า และ 4.เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เนื่องจากผู้ต้องขังแต่ละรายอยู่ในเรือนจำมาด้วยระยะเวลานานพอสมควร การปรับตัวภายในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องยาก ราชทัณฑ์จึงต้องมีการเตรียมผู้ต้องขังให้พร้อมสำหรับกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ทั้งหมด 4 เหตุผลนี้จึงเป็นวัตถุประสงค์ที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎกระทรวง
ส่วนสาเหตุที่เพิ่งมีการลงนามประกาศระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ไปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.นั้น นายสหการณ์ ชี้แจงว่า ตนมองว่ามันช้าไปเสียด้วยซ้ำ เพราะ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ บังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 แต่ขณะนี้ระเบียบดังกล่าวที่ประกาศออกมา ถือว่าเกินกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และปัจจุบันมันมีกฎหมายที่เร่งรัดให้แต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการออกกฎหมายที่ค้างดำเนินการ อีกทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานกระทรวงทำการออกกฎหมายของตัวเองให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วที่สุด แต่ขยายเวลาไปได้อีกไม่เกิน 1 ปี จึงหมายความว่ากว่าที่กฎหมายจะออกบังคับใช้ ได้มีการพิจารณากันอย่างชัดเจนแล้ว แต่ส่วนราชการมาดำเนินการล่าช้า จนทำให้ราชการเกิดความเสียหายและประชาชนเสียประโยชน์ ไม่ใช่ว่าจะลงนามประกาศคำสั่งเวลาใดตามใจ และตนยังยืนยันว่าการลงนามในครั้งนี้ ถือว่าล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นเสียด้วยซ้ำ
สำหรับกรณีที่ภาคสังคมจับตาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลงนามคำสั่งออกระเบียบบังคับใช้เพื่อเอื้อต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำหรือไม่นั้น นายสหการณ์ ระบุว่า อย่างที่ตนได้เรียนข้างต้น เพราะ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ออกบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงออกบังคับใช้ปี พ.ศ. 2563 ดังนั้น การที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ รับหน้าที่บริหารและปล่อยปละละเลยเรื่องกฎหมายที่ควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เราจึงต้องมองไปถึงการบริหารโทษในปัจจุบัน ว่า มีนักโทษหลายรายที่ผ่านการรับโทษจำคุกมาได้สักระยะเวลาหนึ่งแล้ว และทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ การพัฒนาพฤตินิสัย การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการคุมขังนอกเรือนจำ จึงมองว่าระเบียบที่ตนลงนามประกาศใช้จะเกิดประโยชน์มากกว่า นี่เป็นขั้นตอนวิธีการทางสากลที่ทำกัน ยอมรับว่าเราช้าไปเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม การออกระเบียบดังกล่าวไม่ได้มองว่าใครได้ประโยชน์ หรือว่าการออกระเบียบไปแล้วใครที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณา เราก็ต้องมองไปตามกฎกระทรวงและระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ที่สำคัญผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะต้องได้รับการคัดกรองตั้งแต่ขั้นตอนของเรือนจำ จนเข้าสู่ขั้นตอนของคณะทำงานพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง ทั้งนี้ กรณีของนายทักษิณ อย่างไรก็จะต้องไปตรวจสอบอีกครั้ง เพราะการพิจารณาว่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์คุมขังนอกเรือนจำหรือไม่ จะต้องดูทั้งในเรื่องของระยะเวลาการรับโทษ พฤติกรรมระหว่างต้องโทษว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และดูว่าสถานที่คุมขังนั้นๆ มีความพร้อมที่จะดูแลผู้ต้องขังหรือไม่ ตนจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะได้รับประโยชน์ในส่วนนี้หรือไม่ จนกว่าทางเรือนจำจะมีการคัดกรองเสนอขึ้นมายังกรมราชทัณฑ์ โดยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
นายสหการณ์ ระบุอีกว่า สำหรับกระบวนการที่แต่ละ เรือนจำทั่วประเทศ จะเริ่มพิจารณาว่าผู้ต้องขังรายใดเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์ที่จะไปคุมขังนอกสถานที่คุมขังนั้น คาดว่าจะเริ่มได้ภายในเดือน ธ.ค. ตามที่มีผลบังคับใช้ทันที โดยหลังจากนี้กรมราชทัณฑ์จะมีการแจ้งรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติไปยังแต่ละเรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งในระดับเรือนจำจะมีคณะทำงานของเรือนจำนั้นๆ และตนยืนยันว่าระเบียบดังกล่าวไม่ได้หมายว่ากรมราชทัณฑ์ปล่อยผู้ต้องขัง เพราะผู้ต้องขังจะคงอยู่ในการควบคุมดูแลของราชทัณฑ์ แต่เพียงเปลี่ยนสถานที่ในการคุมขังเท่านั้น
นอกจากนี้ นายสหการณ์ กล่าวเสริมว่า หากเราสามารถระบายจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการควบคุมได้บ้าง แน่นอนว่าเราจะได้โฟกัสไปที่ผู้ต้องขังที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงเป็นหลักได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกเล็กน้อยและไม่มีความเสี่ยง ทั้งยังสูงวัยหรือมีอาการเจ็บป่วย บางครั้งเราเองก็ต้องดูแลผู้ต้องขังเหล่านี้ด้วย เรียกว่าทำให้ที่ผ่านมา เราไม่มีกำลังในการดูแลผู้ต้องขังที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ได้มากเพียงพอ การออกระเบียบนี้ ตนจึงมั่นใจว่าจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของกรมราชทัณฑ์สูงขึ้น และขณะเดียวกันก็จะได้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนด้วย
ทั้งนี้ ภายในช่วงสัปดาห์หน้าคาดว่าจะเริ่มมีการแจ้งไปยังเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบ โดยยึดตามแนวทางที่กรมราชทัณฑ์จะเรียนแจ้งไปเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติ และตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.เป็นต้นไป แต่ละเรือนจำจะเริ่มการพิจารณาผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ และรวบรวมรายชื่อเสนอต่อกรมราชทัณฑ์ต่อไป แต่เราคงไม่ไปตีกรอบเร่งรัดเรือนจำ เพราะต้องให้เวลาในการคัดกรองอย่างถี่ถ้วน เพราะถึงแม้ว่าในตอนนั้นผู้ต้องขังจะได้รับการคุมขังนอกเรือนจำ แต่เราก็ยังจะต้องคำนึงถึงความรอบคอบในการคุมขังด้วย

