นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ความเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่เดินสายดูดอดีต ส.ส.ให้เข้าร่วมทำงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ระบุทุกคนมีสิทธิพูดคุยกันได้ ว่า ดูเหมือนแกนนำรัฐบาลจะท่องคาถาเดียวกันคือ ไม่รู้ ไม่เห็น ยังไม่เป็นพรรค ไม่เกี่ยวข้องกันหรือไม่  แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า ถ้าแค่เรื่องดูดยังไม่พูดความจริง แล้วเรื่องอื่นประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไร

“อาจจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่แม้พวกท่านจะพยายามยกตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆเพื่อจะทำไอโอว่า เศรษฐกิจดี แต่ประชาชนก็สัมผัสไม่ได้ และไม่เชื่อมั่น พรรคการเมืองไม่มีปัญหาที่นักการเมืองจะย้ายพรรค และมองว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ย้ายแล้วต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง และประชาชน ย้ายแล้วตอบคำถามประชาชนได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 169(4) บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรี ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง แต่มีรัฐมนตรีใน ครม. ชุดปัจจุบัน อย่างน้อย 3 คน มีการใช้อำนาจหน้าที่ ในฐานะข้าราชการการเมือง ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระแสข่าวที่พุ่งเป้าไปที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ท่านเปิดทำเนียบดูดนักการเมือง จัดทำนโยบายพรรคการเมืองในทำเนียบหรือไม่ คนที่ไปพบท่านในทำเนียบกลับออกมาเขาก็มาเล่า และก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง  เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

“ถ้าไม่จริง ท่านต้องปฏิเสธ มีหลักฐานอะไร ก็ต้องนำออกมายืนยัน กลุ่มสามมิตรที่นำโดยนายสมคิด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มีการไปเสนอให้ผลประโยชน์กับอดีต ส.ส. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 30 , 31 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่กำหนดว่าห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดเสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน  ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมเพื่อจูงใจ ให้บุคคลหนึ่งบุคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค คสช.ที่สวมหมวกหลายใบ ควรมีท่าทีต่อเรื่องนี้  กกต.ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง จะมีแนวดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไร ประชาชนจับตาดูอยู่” นายอนุสรณ์ กล่าว