“ครป.กับ ตัวแทน 40 องค์กรประชาธิปไตย และภาคประชาชน “แถลง “ความเห็นหลัง พรรคเพื่อไทย แตกแถว และข้อเรียกร้องต่อ สว.และพรรคการเมือง ในการโหวตเลือกนายกฯ ผ่าทางตันการเมืองไทย

เมื่อ 3 ส.ค.66 เวลา 1200 ที่ห้องประชุมชั้น 2 The Seasons Mall (ฺฺBTS สนามเป้า) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับ ตัวแทน 40 องค์กรประชาธิปไตย และภาคประชาชน จัดงานแถลงข่าว “ความเห็นหลังพรรคเพื่อไทยแตกแถว และข้อเรียกร้องต่อสมาชิกรัฐสภา (สว.และพรรคการเมือง) ในการโหวตเลือกนายกฯ ผ่าทางตันการเมืองไทย” โดยมี นาย เมธา มาศขาว,นาย วีระ สมความคิด,นาย จำนงค์ หนูพันธ์ เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว เนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์เครือข่ายภาคประชาสังคมสนับสนุนการกระจายอำนาจ
เรื่อง สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ – จัดการตนเอง
หลังจากผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ปรากฏขึ้นว่า พรรคการเมืองซึ่งสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับที่ 1 ( พรรคก้าวไกล ) และอันดับที่ 2 ( พรรคเพื่อไทย ) ตามลำดับ ประชาชนทั่วไปที่เชื่อว่าผลการเลือกตั้งคือสิ่งบ่งชี้ “มติของมหาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ต่างคาดหวังว่า มติมหาชนนี้จะเป็นสิ่งกำหนดตัวบุคคลที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปตามหลักการและครรลองประชาธิปไตย แต่การณ์กลับปรากฎว่า ความคาดหวังเช่นนี้ กำลังมีแนวโน้มที่จะไม่เป็นจริง เพราะกำลังมีการสมคบคิดระหว่างหลายฝ่ายทั้งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนบางส่วน เจ้าของทุนขนาดใหญ่และกลุ่มผู้มีอำนาจบางฝ่ายดำเนินการด้วยเล่ห์กลทางการเมืองที่ซับซ้อนเพื่อให้พรรคที่ได้ที่นั่งอันดับที่ 1 ไม่สามารถผ่านการออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จนต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองซึ่งได้ที่นั่งอันดับ 2 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เป็นแกนนำที่กำลังผลักไสให้พรรคที่ได้ที่นั่งอันดับที่ 1 และอาจรวมถึงพรรคฝ่ายประชาธิปไตยบางพรรคต้องออกจากการร่วมรัฐบาลในอนาคตทั้งที่ได้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) และแถลงการณ์อย่างเปิดเผยต่อประชาชนอย่างชัดแจ้งแล้ว การสมคบคิดที่ไม่เคารพต่อมติมหาชนและขาดจริยธรรมทางการเมืองอย่างรุนแรงเช่นนี้ ยังอาจส่งผลร้ายให้เกิดฉากทัศน์อันไม่พึงปรารถนาต่อไปได้หลายประการ เช่น (ก) พรรคซึ่งได้ที่นั่งอันดับที่ 2 ดังกล่าวอาจร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคตัวแทนของผู้นำในการรัฐประหารหรือสนับสนุนการรัฐประหาร (ข) แม้แต่พรรคได้ที่นั่งอันดับที่ 2 ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่เป็นพรรคที่แพ้การเลือกตั้งและสนับสนุนการรัฐประหารสามารถเกาะกลุ่มกันจัดตั้งรัฐบาลได้ (ค) ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงอาจถูกปราบปรามอย่างรุนแรง (ง) เกิดการอ้างเหตุปัจจัยต่างๆ แล้วทำรัฐประหาร เป็นต้น
เครือข่ายภาคประชาสังคมสนับสนุนการกระจายอำนาจที่มีรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ เห็นว่า สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวที่รุนแรงอย่างยิ่งของการเมืองในโครงสร้างส่วนบนของประเทศ ทำให้เห็นว่าการเมืองส่วนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่จัดการและนำพาประเทศให้สมกับบทบาทและความคาดหวังของประชาชน ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นตัวหน่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะมุ่งรักษาและเพิ่มพูนความเข้มแข็งของอำนาจรวมศูนย์และของอภิสิทธ์ชนให้มีมากขึ้น ในขณะที่โครงสร้างและระบบการเมืองส่วนล่างในระดับพื้นที่หรือท้องถิ่นที่ประกอบด้วยองค์กรรัฐภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม – ชุมชนท้องถิ่น และภาคธุรกิจท้องถิ่นกลับต้องพยายามขับเคลื่อนปรับตัวเองอย่างยากลำบากเพื่อลดผลร้ายของการกดทับโดยโครงสร้างการเมือง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และระบบการปกครองส่วนบนที่ล้าหลังและเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์ความจำเป็นของพื้นที่และความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของสังคม
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมสนับสนุนการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นอิสระและไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดๆ แต่มุ่งหมายที่จะเห็นประเทศขับเคลื่อนไปบนแนวทางประชาธิปไตย และพัฒนาไปบนเส้นทางการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ประชาชน เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องแสดงจุดยืนและเรียกร้องต่อทุกฝ่ายให้ช่วยกันคลี่คลายข้อจำกัดและข้อขัดข้องทั้งปวงเพื่อนำพาประเทศออกจากสถานการณ์นี้ดังต่อไปนี้
(1) ขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองผู้มีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้แทนปวงชนตามรัฐธรรมนูญแสดงออกซึ่งความพยายามในการรักษาหลักการและวิถีทางประชาธิปไตยโดยการออกเสียงลงคะแนนและกระทำทุกประการอย่างชอบธรรมเพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มีพรรคซึ่งได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากลำดับที่ 1 และอันดับที่ 2 เป็นพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้ ซึ่งจะเป็นการเคารพต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา
(2) เฉพาะพรรคซึ่งได้ที่นั่งมากเป็นอันดับที่ 2 และกำลังถือครองโอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้มากที่สุดในขณะนี้นั้น ขอให้ยุติความพยายามผลักไสพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งมากอันดับที่ 1 รวมทั้ง พรรคฝ่ายประชาธิปไตยใดๆ ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อป้องกันผลร้ายต่อที่จะเกิดต่อประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตยอย่างยากจะแก้ไขให้ฟื้นคืน ซึ่งจะเป็นผลทำนองเดียวกันกับผลที่จะเกิดกับพรรคการเมืองดังกล่าวนี้เองในอนาคต
(3) ขอเรียกร้องให้ชนชั้นนำของประเทศไม่ว่าจะอยู่ในระบบราชการฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐสภา ฝ่ายตุลาการคณะกรรมการเลือกตั้งและองค์กรอิสระใดๆ ที่เกี่ยวข้อง เจ้าของทุนธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้มีสถานะและอำนาจทางสังคมทั้งปวง ได้โปรดเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศชาติ แสดงบทบาทในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบประชาธิปไตยควบคู่ไปกับหลักนิติรัฐ – นิติธรรม และละวางอคติใดๆ อันอาจเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จหรือความเป็นไปได้ของการแสดงบทบาทต่างๆ ที่เรียกร้องข้างต้น
(4) ขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ยังคงเชื่อมั่นต่อการจัดการตนเองทั้งในระดับภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ภูมินิเวศ หรือแม้แต่รายประเด็นปัญหา และขอให้ยกระดับความเข้มแข็งของกลุ่ม องค์กรหรือเครือข่ายตนเองควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อมโยงสนับสนุนซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันและร่วมมือกับภาคีภาครัฐและภาคเอกชนอย่างบูรณาการบนวิถีทางที่สอดคล้องกับบริบทและความหลากหลายของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบสภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองและอื่นๆ เพื่อให้การจัดการตนเองเช่นนี้เป็นพลังแห่งการพัฒนาไปข้างหน้า ความเป็นปึกแผ่นและสมัครสมานของสังคมไทยต่อไป
เครือข่ายฯ เชื่อมั่นว่า สังคมไทยมีศักยภาพในตัวเพียงพอที่จะจัดการปัญหาของตนเองได้ ค้นพบทางออกของตนเองได้ ก้าวข้ามกับดักและขวากหนามต่างๆ ไปสู่ระดับพัฒนาการที่สูงกว่าอดีตได้ เพียงแต่พวกเราต่างต้องรับฟังกัน เคารพกันและยึดถือประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญเหนือกว่าอื่นใด
#thaitabloid

