“ด้วยกฎแต่งตั้งตำรวจ”
การรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา องค์กรตำรวจกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารไม่ว่าจะนำโดยพล.อ.สนธิ บุญรัตนลิน หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเผด็จการทหาร

อาจเป็นเพราะองค์กรตำรวจภาพลักษณ์เป็นลบในสายตาชาวบ้าน เนื่องเพราะตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและสัมผัสกับการใช้ชีวิตของประชาชนในรูปแบบต่างๆบางครั้งก็ใช้ช่องว่างกฎหมายหาผลประโยชน์ ที่สำคัญมักถูกรัฐบาลบางยุคใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามในรูปแบบต่างๆบางยุคถึงขั้นสั่งอุ้มฆ่ากับบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กับบิ๊กรัฐบาล
เมื่อเผด็จการทหารยกเหตุผลการทำรัฐประหารขึ้นมาอ้างว่าต้องปฏิรูปตำรวจก็มีเสียงขานรับจากสังคม
แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติรัฐบาลเผด็จทหารในยุคของ พล.อ.สนธิ ก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจขึ้นมา 1 ชุดใช้เวลาเกือบ 1 ปี เสียงบประมาณไปเกือบ 30 ล้าน เสร็จแล้วก็ถูกเก็บซุกไว้
พอถึงยุค คสช.ทันทีที่ตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารเสร็จมีพล.อ.ประยุทธ์ สั่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ แต่ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ก็ตั้งชุดใหม่ขึ้นมาอีก 2 ชุด
กระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่ 8 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ถูกบังคับใช้
ทั้งที่ความเป็นจริงกฎหมายฉบับนี้ควรจะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ช่วง 2 ปีแรกที่รัฐบาล คสช.ครองอำนาจ เลยถูกตั้งสังเกตถึงความล่าช้าอาจจะเป็นเพราะรัฐบาลคสช.หวงอำนาจอยากใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม
ที่สำคัญในระยะ 2 ปีแรกของ คสช.ภาพลักษณ์ตำรวจติดลบอย่างรุนแรง เมื่อบิ๊กรัฐบาลบางคนคบเด็กสร้างบ้าน ให้อำนาจจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย จนเสียงครหาถึงขั้นว่าเก้าอี้สีกากีไว้เซ็งลี้
ขณะที่ผู้นำองค์กรกลับวางเฉยบทบาทของตัวเองเสมือนเป็นเจว็ด (จะ-เหว็ด) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นถูกส.ส.นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและแฉถึงตั๋วช้าง
ในที่สุดผู้มีบทบาทในการแต่งตั้งตำรวจก็เด้งพ้นวงจร พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยึด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากำกับเอง
แต่ใช่ว่าภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจจะดีขึ้น เพราะมีเรื่องอื้อฉาวปรากฏให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน อาทิ ตำรวจบางกลุ่มทำธุรกิจสีเทา บางกลุ่มเอื้อธุรกิจสีเทา ผบ.ตร.ก็ทำได้แค่เพียงตั้งกรรมการสอบสวน
มูลเหตุที่ภาพลักษณ์ติดลบ ชาวสีกากีส่วนใหญ่ต่างทราบดีว่าเป็นเพราะการบริหารบุคคลที่ไม่เป็นธรรม ตำรวจน้ำดีถูกละเลย ตำรวจสีเทากลับเติบโตเพราะเอื้อประโยชน์ให้นายทุกระดับ
ดังนั้นในห้วงเวลานี้คณะอนุกรรมข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)บริหารงานบุคคล อยู่ระหว่างร่างกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร.เลือกตั้งบอกว่าก.ตร.จะต้องออกกฏ ก.ตร.เพื่อให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม กฎก.ตร.ฉบับนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ
คณะอนุกรรมการก.ตร.ชุดนี้ มี พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก เป็นประธาน มีการเชิญก.ตร.ที่มาจากเลือกตั้งทั้งพล.ต.อ.เอกและพล.ต.อ.วินัย ทองสอง รวมถึงก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พล.ต.อ.เจตน์ มงคลหัตถี พล.ต.ท.อาจินต์ โชติวงศ์ และพล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน เข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม
เมื่อเห็นชื่อ ก.ตร.แต่ละคนแล้วชาวสีกากีก็พอมองภาพออกว่า พอที่จะฝากความหวังได้ว่ากฎก.ตร.ฉบับนี้ ต้องเอื้อให้กับตำรวจน้ำดีมากกว่าตำรวจสีเทา
แต่เพื่อให้การร่างกฎ ก.ตร.ฉบับนี้เป็นไปอย่างรอบด้าน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรจัดงบประมาณส่วนหนึ่งให้กับบรรดา ก.ตร.ใช้ดำเนินการรับฟังความเห็นจากตำรวจทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรับฟังอย่างเปิดเผยหรือแบบปิดลับเพื่อฟังความจริง
โดยเฉพาะความเห็นจากตำรวจที่ไม่รับความเป็นธรรม ถูกกลั่นแกล้งเพราะขัดแย้งกับบิ๊กตำรวจที่มีอำนาจแต่งตั้งหรือขัดแย้งกับเพื่อนร่วมรุ่นที่หาประโยชน์ให้กับบิ๊กตำรวจ
ขณะเดียวกัน ก.ตร.ควรจะหาแนวทางส่งเสริมตำรวจน้ำดี แต่ไร้เส้น ไร้นาย และไร้เงิน ได้สร้างผลงานเพื่อไต่เต้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น
ขอยกตัวเอย่างในอดีตอธิบดีกรมตำรวจจัดทำโครงการโรงพักเพื่อประชาชนให้หัวหน้าโรงพักทำงานบริการประชาชนแข่งกัน ตั้งคณะกรรมการตัดสินทั้งจากส่วนกลางและกองบัญชาการ(บช.) หัวหน้าโรงพักที่ชนะเลิศได้ปรับตำแหน่งโดยอัตโนมัติ
แต่มาถึงยุคหนึ่งผบช.บางคนกลับทำลายระบบตั้งกรรมการคัดเลือกลำเลียงให้เด็กในคาถาชนะเลิศทั้งที่ขัดแย้งกับความเห็นกรรมการส่วนกลาง ในที่สุดโครงการโรงพักเพื่อประชาชนก็สิ้นมนต์ขลัง
นายตำรวจที่ได้ประโยชน์ตำแหน่งพุ่งทะยานกลายเป็นยาขมให้ชาวสีกากีจนถึงทุกวันนี้ และผบช.คนนั้นก็ขยับตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อเกษียณอายุบารมีก็หดหาย
ทั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาแบบรอบด้านมากขึ้น ก.ตร.ควรจะเชิญอดีตบิ๊กสีกากีที่มีประสบการณ์ในการแต่งตั้งมาสะท้อนความเห็นด้วย เพราะแต่ละคนย่อมมีประสบการณ์จัดทำโผที่แตกต่างกันไป
แต่ที่อยากเสนอความเห็นอีกประการหนึ่งเพื่อความขลังให้กฎ ก.ตร.ฉบับนี้ ควรเปิดช่องให้ตำรวจน้ำดีที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยตรงไม่ต้องร้องผ่าน ก.ตร.อุทธรณ์ เหมือนปัจจุบัน
นอกจากจะทำให้ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นแล้ว ตำรวจที่ไร้เส้น ไร้นาย และไร้เงิน จะก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น
จึงได้แต่หวังว่า ก.ตร.ทั้ง 6 นาย ซึ่งต่างรับรู้ถึงความขมขื่นกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมมาก่อนคงจะยกร่างกฎ ก.ตร.ฉบับด้วยความรอบคอบและตรงใจชาวสีกากีน้ำดีมากที่สุด !!!


