ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานเสวนาหัวข้อ “อนาคตประชาธิปไตยไทย ข้ามพ้นกับดักความหวัง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี การสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ ได้มีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ร่วมเสวนา โดยมี รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ

เมื่อผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามว่า “อะไรกับดักของประชาธิปไตย?”

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ตามกติกาที่เขียนขึ้นได้นำประเทศไทยย้อนกลับไป 30-50 ปีที่แล้ว ทำประเทศถอยหลังไปมาก ที่ผ่านมามีพัฒนาการที่ดี และส่วนที่เป็นปัญหา มีระบบป้องกันการทุจริต แต่ระบบดังกล่าวก็ถูกแทรกแซงโดย คสช. การใช้กติกาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ยังไม่ถูกปลูกฝังและทำให้เกิดขึ้น การพัฒที่สำคัญที่ผ่านมาประชาชนให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง ได้รู้จักเลือกพรรค และนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง คสช.เข้ามาแทรกแซง ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาอาจจะไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า กับดักของประชาธิปไตยที่เป็นปัญหาคือการไม่พยายามนำข้อเสนอหรือเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความปรองดองที่แท้จริง ประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของนักการเมือ แต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นกับดักประเทศไทย ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สร้างขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดมาก แล้วรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลทำตามแผนปฏิรูปมิเช่นนั้นจะถูกตรวจสอบ และนำไปสู่การถูกถอดถอนในที่สุด การพัฒนาจึงเกิดได้ยากมาก หาก คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลก็เท่ากับได้วางแผนการบริการประเทศไว้แล้ว ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน ดังนั้น เชื่อขนมกินได้เลยว่า ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปไม่ทันกับพัฒนาการ และภาระจะตกไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกพัฒนามาจะถูกกับดัก ดังนั้น การขจัดความขัดแย้ง ต้องแก้ด้วยกระบวนการยุติธรรม

นายจาตุรนต์  กล่าวต่อว่า เนื้อหากำหนดให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติต้องถูกตรวจสอบ และอาจถึงขั้นรับโทษทางอาญา ซึ่งตนเชื่อว่าสิ่งที่ คสช.กำหนดดังกล่าวจะสร้างปัญหาถึงประชาชนรุ่นหลาน เพราะประเทศไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาของโลกยุคใหม่ได้ ส่วนทางออกของปัญหาคือการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นจุดหมายสำคัญไม่ใช่แค่สร้างระบบเท่านั้น

นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มว่า สำหรับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย ในการปลดกับดักประเทศไทย คือ 1. ประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน หลังกำหนดวันเลือกตั้ง คสช.ต้องไม่ใช้ ม.44 2.คสช.งดใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง 3.ก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน ให้นายกฯ และครม.ทั้งคณะลาออก ให้ปลัดกระทรวงต่างๆ มาทำหน้าที่ตามมาตรา 168 แล้วใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 169 มาห้ามไม่ให้ ครม.ทำอะไรบ้าง เช่น การใช้งบประมาณ ฯลฯ 4.ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม 5.เพื่อป้องกันไม่ให้ คสช.สืบทอดอำนาจ พรรคพท.ยืนยันไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกฯ และจุดมุ่งหมายคือการคัดค้าน ขัดขวาง คสช.ที่จะสืบทอดอำนาจ 6.พรรคการเมืองต้องมีความมุ่งมั่น และตั้งใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยจะต้องไม่ลืมเรื่องนี้เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคการเมืองจะต้องประกาศเป็นนโยบายไว้เลย ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าประชาชนทั้งประเทศเข้าใจ และสนับสนุนอย่างจริงจังการแก้รัฐธรรมนูญจึงจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ เราจะเสนอให้แก้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยจะชี้ให้เห็นว่าทั้ง 2 อย่างนี้เป็นปัญหาต่อการก้าวไปข้างหน้าของประเทศอย่างไร

“พรรคเพื่อไทย ประกาศไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกฯ​ เพื่อขัดขวางการสืบทอดอำนาจของ คสช. และไม่ลงมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ​ ไม่ว่าจะมาจากรายชื่อของพรรคการเมืองใดที่สนับสนุนก็ตามในรัฐสภาฯ” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทยยังมีจุดยืนจะปฏิบัติตามแผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกำหนดนโยบายพรรคที่สอดคล้องกับแผนดังกล่าว รวมถึงจะปฏิบัติตามกติกาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันขอประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พร้อมรณรงค์แก้ไขยุทธศาสตร์ชาติและแแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดแผนพัฒนาประเทศที่เหมาะสมกับการก้าวหน้าของโลกยุคใหม่