นายแพทย์ เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตแกนนำ นปช. โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “ทำไมต้องตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย”  และทำไมน้ำตาต้องท่วมเวที” โดนระบุว่า “เพราะลำพังห้ามาตรการดังต่อไปนี้
ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า
คสช.จะสืบทอดอำนาจได้จากการเลือกตั้งตามรธน.60ของพวกเขา

1.การทำงานมวลชนอย่างทุ่มเท ใช้กำลังพลทั้งทหารและพลเรือนนับแสน ลงพื้นที่เกือบเก้าหมื่นหน่วย รวมทั้งงบประมาณจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทย ระบอบทักษิณ และการเมืองเก่าแบบเลือกตั้ง
แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ แม้จะซ่อนเร้น “ภายใต้ข้ออ้างว่ายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”ก็ตาม

2.การจัดการกับพรรค “อนาคตใหม่”(อคม.) โดยการขู่ถึงขั้นอาจจะโดนยุบพรรค
หรืออาจจะถูกกล่าวหา ว่าเป็น “กบฏ”ด้วยซ้ำเพียง
เพียงเมื่อ อคม.ประกาศที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ60
โดยให้ประชาชนมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง
ทั้งนี้เนื่องจากการตอบรับของประชาชนวงการต่างๆที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่เป็นไปอย่างคึกคักและนับแต่ขยายตัวเข้มแข็งมากยิ่งๆขึ้นทุกวัน

3.การจัดการกับพรรค “เพื่อไทย”ในหลายมิติ
ที่หนักหน่วงที่สุด ก็คือการตั้งข้อหา ผู้ใหญ่พรรคจำนวน8ท่านด้วยข้อกล่าวหาฉกรรจ์6ข้อหาด้วยกัน
และข้อกล่าวหาดังกล่าวพร้อมที่จะยกระดับเป็น “การยุบพรรค”ได้ในทันทีที่มีความจำเป็น
แต่กลายเป็นว่า ยิ่งตีก็ยิ่งโต ยิ่งทุบก็ยิ่งขยายตัว ยิ่งรังแกยิ่งได้รับคะแนนสงสารมากขึ้น

4.การดูด นักการเมือง ชื่อดัง กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนครปฐม กลุ่มสมศักดิ์เทพสุทิน กลุ่มสุวัจน์ลิมปตพัลลภ กลุ่มชลบุรี กลุ่มสุชาติตันเจริญ กลุ่มสุพรรณบุรี อดีตสส.ปชป ฯลฯเพื่อเตรียมมาเป็นฐานการเมืองรองรับคสช.ในอนาคตแต่เมื่อดูจากความเป็นจริงแล้วปริมาณยังไม่พอ แม้จะนับรวมภูมิใจไทยเข้าไปด้วยก็ตาม

5.พรรคการเมืองตั้งใหม่จำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคอื่นๆอีกหลายพรรค ก็ไม่สามารถเป็นแกนกลางในการสร้างฐานมั่นคงแข็งแรงสนับสนุนคสช.ให้กลับมาเป็นนายกฯหรือรัฐบาลได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัย ฐานมวลชน
กปปส. ที่คสช.ฝากความหวังไว้ว่า จะสร้างฐานคะแนนสนับสนุนได้

นี่จึงเป็นที่มาของการ จัดตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)

เริ่มแรกตั้งใจที่จะให้ใหญ่โตเลิศหรูอลังการ
แต่พอคุณธานี เทือกสุบรรณเปิดตัวตั้งแต่เดือนมีนา61 ก็แผ่วทันที
ไม่ได้เกิดผลสะเทือนที่มุ่งมาดปรารถนาเลยแม้แต่น้อย
จึงต้องพยายามที่จะไปรวบรวมเอา แม่เหล็กมารวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรค จนได้ อเนกเหล่าธรรมทัศน์ ประสารมฤคพิทักษ์ สุริยใสกตะศิลา จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจจะสร้างแรงสะเทือนได้

ร้อนถึงสุเทพเทือกสุบรรณต้องเปลืองตัวลงมาเล่นเอง
แต่สุเทพมาเล่นบทนี้กลับเป็นการลดเกรดตนเองให้ถอยลงจากเดิม
ที่เป็นหัวหน้ากปปส.ประกาศว่ามีมวลมหาประชาชนหลายสิบล้านคนสนับสนุนตน

มาวันนี้หาคนมาเข้าร่วมเพื่อจัดตั้งพรรค
ยังแทบจะควานหาไม่เจอ
ขุนพลรอบข้างกลับไปซบกับประชาธิปัตย์แทน
และที่หวังว่ากปปส.จะไปยึดครองประชาธิปัตย์
นั้นแทบจะไม่เห็นหนทางใดเลยว่าจะเป็นจริงไปได้
(ถ้าเป็นเพียงพันธมิตรกันในบางเรื่องอาจจะเป็นไปได้)

ในวันนี้(3มิย61)
การเปิดตัว รปช.แทนที่จะสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้อย่างแรง
กลับไม่มีอะไรเลยในการเปิดตัวในครั้งนี้
มีก็แต่น้ำตาของนายสุเทพท่วมเวที
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าน้ำตาที่หลั่งมานี้
หลั่งมาด้วยความเสทือนใจที่มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กปปส.ชัตดาวน์ประเทศไทยจริงหรือไม่
หรือหลั่งเพราะถูกแทงใจดำด้วยข้อกล่าวหาว่า “ตระบัดสัตย์”ซึ่งจะนำความเสียหายมาให้กับ รปช.เอง
หรือ “ขมขื่นใจกับการปิดประเทศของกปปส.เพื่อกรุยทางให้เกิดการรัฐประหาร คสช.แล้ว สิ่งที่เรียกว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” หรือเปล่า

การเปิดตัวของ รปช.น่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง
แม้จะเป็นการเปิดตัวของฝ่ายสนับสนุนรัฐประหาร
แต่ก็น่าจะยิ่งใหญ่อลังการสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า
การเปิดตัวของ น้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มแจ้งเกิดทางการเมืองอย่าง “อนาคตใหม่”
แต่การณ์กลับเป็นว่า เทียบชั้นกันไม่ได้เลย
แบบมองไม่เห็นฝุ่น

อย่าคิดว่า “การใช้น้ำตา”จะเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้
อย่าคิดว่า เพียงพร่ำพูดว่า “ยอมเป็นขี้ข้าประชาชน”แล้วจะเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนได้

เพราะประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจนจากบทบาทของ นายสุเทพตลอดระยะของการเป็นนักการเมืองอย่างยาวนานแล้วว่า ยอมเป็นขี้ข้าประชาชนหรือไม่

ยิ่งในตอนที่เป็นกปปส.ยิ่งชัดเจนว่า สุเทพยอมเป็นขี้ข้าประชาชนหรือไม่

ขี้ข้าประชาชนคนไหนที่ ยกกองกำลังไปปิดล้อมธนาคารสามแห่งที่เตรียมเงินนับพันล้านเพื่อจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนา

ขี้ข้าประชาชนคนไหนที่ยกกำลังไปปิดล้อมสถานเอกอัครราชทูตสองประเทศใหญ่ประจำประเทศไทยเพื่อเรียกร้องไม่ให้ซื้อข้าวจากไทย

ประชาชนต้องจับตาดูต่อไปว่า
บรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปในอนาคตการเมืองไทย

ยังจะสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจอีกต่อไปหรือไม่
ยังจะทำหน้าที่เป็นบริษัทบริวารให้กับคณะยึดอำนาจรัฐประหารในการบริหารประเทศอีกต่อไปหรือไม่

คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลมแต่อย่างใด
แต่เห็นได้ชัดจากประวัติทางการเมืองของบรรดาพลพรรคเหล่านี้ต่างหาก

ทำไมต้องตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย”…

โพสต์โดย นพ.เหวง โตจิราการ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2018