พร้อมห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วม เร่งบริหารจัดการคดีเพื่อไม่ให้คั่งค้าง

วันที่ 4 ตุลาคม 2565 นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกาคนที่ 48 ได้มอบนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2565 – 2566 แก่ผู้พิพากษาและข้าราชการศาลยุติธรรมทั่วประเทศ “รักศาล ร่วมใจ รับใช้ประชาชน” (Solidarity, Unity, and Public Service) ภายหลังเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2565  ดังนี้ 1.) รักศาล เสริมสร้างจิตสำนึกให้บุคลากรในองค์กรศาลยุติธรรม ทั้งข้าราชการตุลาการ ข้าราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมงานกับศาลยุติธรรม มีความรักความผูกพันในองค์กร  โดยมุ่งเน้นการสร้างความสามัคคี การทำงานเป็นทีม การสร้างทัศนคติและสภาวะแวดล้อมที่ดี ในการทำงาน รวมทั้งมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรทุกฝ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  การทำงานของศาลยุติธรรมในการให้บริการประชาชน

2.) ร่วมใจ  มุ่งเน้นให้บุคลากรในองค์กรศาลยุติธรรมร่วมมือร่วมใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ตั้งใจ โปร่งใส มีความรับผิดชอบ มีจิตใจบริการ พร้อมอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน  ด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม อย่างทั่วถึงและมีมาตรฐานเดียวกัน บนระบบการทำงานที่เน้นผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ส่วนรวม,  3.) รับใช้ประชาชน  ยกระดับการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมุ่งให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันให้บริการประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มกำลังความสามารถ โดยถือความต้องการของประชาชนผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของศาลยุติธรรมโดยง่าย สะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาค และเท่าเทียม เพื่อธำรงความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรศาลยุติธรรม

นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่าหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกา ได้เน้นนโยบายเสริมสร้างการปลูกจิตสำนึกให้บุคลากร มีความรักความผูกพันในองค์กรมีความสามัคคีทำงานเป็นทีม มีจิตใจบริการ พร้อมอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม โดยถือความต้องการของประชาชนผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของศาลยุติธรรมโดยง่าย สะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาค และเท่าเทียม

นอกจากนี้ นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา ยังมีความห่วงใย หลังจากพายุโนรูพัดเข้าถล่มประเทศไทย ทำให้บ้านเรือนประชาชนหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ที่ทำการศาล อาคาร บ้านพักบุคลากร ได้รับผลกระทบจากน้ำไหลบ่าเข้าท่วม อาทิ ศาลจังหวัดชัยภูมิ ทำให้ในวันนี้ถนนและบริเวณโดยรอบอาคารศาลจังหวัดชัยภูมิ มีน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร เจ้าหน้าที่ต่างเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมจัดเวรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังเอกสาร สำนวน

ขณะเดียวกันบ้านพักของบุคลากรศาลจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ต่างเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงปัจจุบันน้ำยังไหลหลากเข้าท่วม และยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ นอกจากนี้ยังมีศาลจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้รับผลกระทบเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบและประเมินความเสียหายซึ่งจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดี ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ศาลยุติธรรมยังมุ่งมั่น ที่จะอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ทุกท้องที่ ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างที่สุด โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อเร่งบริหารจัดการคดีไม่ให้คั่งค้างในสถานการณ์ดังกล่าว