ผศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว การถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดริเริ่มของแนวคิดการก่อตั้งพรรคการเมือง ซึ่งกลายมาเป็นพรรคอนาคตใหม่ในทุกวันนี้ ว่า หลังรัฐประหาร 2557 ตนเอง ธนาธร และเพื่อนของเราอีกคนหนึ่ง พูดคุยกันบ่อยครั้งเกี่ยวกับการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับการเมืองไทย เราเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องมีทางเลือกใหม่เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางออกจากวิกฤติและทางออกจากเผด็จการ เหลือเพียงแค่ว่า “ทางเลือกใหม่” นั้นจะปรากฏในรูปแบบใด ระหว่าง 1. ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) 2. เครือข่ายทางการเมืองหลวมๆที่รวมกันจากทุกแวดวงคล้ายๆกับ Charter 77 ในเชโกสโลวะเกีย หรือ 3. พรรคการเมือง

“เราสามคนพบประพูดคุยกับคนจำนวนมากในฝ่ายประชาธิปไตย แทบทุกคนสนับสนุน แต่ถ้าออกมาเป็นรูปพรรคการเมืองแล้ว หลายคนเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลา และยากที่จะประสบความสำเร็จ” ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าว

ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า กลางปี 2559 ตนรับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส ไปค้นคว้าที่ปารีส 6 เดือน ตนใช้เวลาในช่วงนั้นศึกษาค้นคว้าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ในยุโรป จนตกผลึกทางความคิดว่า ในยามวิกฤตที่ผู้คนเบื่อหน่ายกับการเมือง ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้ง จนหันไปหาขวาจัด ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองก้าวหน้าที่เป็นทางเลือกใหม่ขึ้นมา

“ผมหมั่นอ่าน ค้น ติดตามเรื่องเหล่านี้ และโพสขายความคิดนี้ในเฟสบุ๊คบ่อยๆ (หากใครติดตามเฟสบุ๊คผมบ่อยๆคงจำได้บ้าง) ผมกระทุ้งความคิดนี้กลับไปที่ธนาธรและเพื่อนของเราอีกคนหนึ่ง เพื่อยืนยันว่าถึงเวลาต้องทำทางเลือกใหม่อย่างเป็นรูปธรรม หากไม่มีใครมาช่วยทำ มาช่วยนำ เห็นทีเราสามคนน่าจะลงมือทำกันเอง” ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าว

ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้น เราสามคนก็นัดเจอกันบ่อยๆ ตั้งวงคุยเรื่องนี้ โดยมีผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถืออีกสองคนเข้าให้คำปรึกษาด้วย เราสามคนตัดสินใจแล้วว่า ทำแน่เหลือปัญหาอีกสองประเด็นที่ต้องขบคิด คือ ทำในรูปพรรคการเมืองหรือไม่ และหากทำเป็นพรรคการเมือง จะลงเลือกตั้งในครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ตนชี้แจงว่า ระบบ “กฎหมาย” ที่ คสช. กำหนดไว้ จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนอันวุ่นวายยุ่งเหยิง ระเบียบยิบย่อยจับผิด จนมันไม่น่าใช่กฎหมายพรรคการเมือง แต่เป็นกฎหมาย “ควบคุม” พรรคการเมือง กฎหมายตำรวจพรรคการเมือง มากกว่า

“ทีมกฎหมายเล็กๆที่ผมชวนกันมา รับหน้าที่ไปศึกษาทำการบ้านมาว่า หากเราต้องการตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งแรก ต้องทำอะไรบ้าง ภายในระยะเวลาเท่าไร พอเขาเสนอรายงานกลับมา เราสามคนก็ยิ่งหนักใจ เพราะ มัน “ยาก” จริงๆ” ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าว

ผศ.ดร.ปิยบุตร  กล่าวอีกว่า “กฎหมาย” ไม่อำนวยก็เรื่องหนึ่ง แต่อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า “การเมืองไทย” โหดร้าย เอากันถึงตาย เอากันถึงคุก ยึดทรัพย์ ตัดสิทธิ เนรเทศ ขับไล่ นี่สิที่น่าหนักใจกว่า ผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือสองคนก็เห็นต่างกัน คนหนึ่ง เห็นควรให้ทำเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไปก่อน อีกคนหนึ่ง เห็นว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะต้องมีพรรคการเมืองแบบใหม่ หากไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ จะหลุดลอยไปทันที และจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

“ธนาธรเป็นคนเคาะว่า หยุดเทศกาลปีใหม่ ให้แต่ละคนกลับไปคิดกัน แล้วกลับมาตัดสินใจครั้งสุดท้าย ผมเดินทางไปเยี่ยมภรรยา และแจ้งถึงเรื่องนี้ให้เธอทราบ เธอบอกผมว่า ให้ผมตัดสินใจได้เลย ไม่ต้องเอาประเด็นเรื่องของเธอมากังวลใจ หากผมตัดสินใจทำพรรคการเมืองจริง ผมคงมีเวลาเดินทางไปหาเธอได้น้อยลง แผนการที่วางไว้ในปี 2562 ก็ต้องพังลง และเมื่อไปทำการเมือง เราจะมีเวลาสนทนาเรื่อง “วิชาการ” เรื่อง “ความรู้” ได้น้อยลงกว่าเดิม ผมต้องเอาสมองไปคิดเรื่อง “การเมือง” จนไม่มีเวลาให้กับ “ปรัชญาการเมือง” และ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” บทสนทนาเกี่ยวกับ “ปรัชญาการเมือง” “สังคมก้าวหน้า” “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” ที่สนุกสนานของเราสองคนก็จะน้อยลงไป” ผศ.ดร.ปิยบุตร  กล่าว

ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าวต่อว่า ต้องขอบคุณภรรยาตนที่สนับสนุน เข้าใจ และช่วยเหลือมาโดยตลอด วันที่ 7 มกราคม 2561 ตนเอง ธนาธร และเพื่อนอีกคน นัดสไคป์คุยกัน เพื่อตัดสินใจ ธนาธรเป็นคนที่ยืนยันว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมาย ข้อจำกัดทางเวลา อุปสรรคต่างๆ ขอให้ตัดสินจากจิตสำนึก เจตจำนงว่า จะทำหรือไม่ ถ้าทำ อุปสรรคทั้งหมดที่มี เราแก้ไขได้ เผชิญหน้าเพื่อสู้กับมันได้ แล้วเราก็ได้มติ ตัดสินใจทำพรรคการเมืองใหม่ เพื่อลงสนามในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้

“ต้องขอบคุณความใจเด็ดของธนาธรที่ยอมละทิ้งธุรกิจที่กำลังไปได้สวย ธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นมา ยอมยุติชีวิตอันรุ่งโรจน์ในทางธุรกิจ อาสาเข้าเสี่ยงภัยในชีวิตการเมือง “อนาคตใหม่” ของประเทศไทย จำเป็นต้องมีบุคคลผู้กล้าหาญ เสียสละ พร้อมออกจาก “comfort zone” เพื่อลงมือเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ด้วยกัน “อยู่เป็น” หรือ “หนีไป” ประเทศไทยจะต้องไม่เหลือทางเลือกเพียงสองทางนี้ให้กับผู้คน แต่เราต้อง “อยู่” เพื่อ “เปลี่ยน” มัน”” ผศ.ดร.ปิยบุตร กล่าว

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/piyabutr2475/posts/10155472371420848″ bottom=”30″]