ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์พิทักษ์ เด็ก สตรี และครอบครัวและป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ (ศพดส.ตร.) โดย พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (สบ 10) (มค 1)ผอ.ศพดส.ตร.ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้นำในภูมิภาคด้านต่อต้านอาชญากรรมการค้ามนุษย์ของการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (SOMTC) โดย Mr. Manuel B. Felix ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เป็นเจ้าภาพร่วมกันในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ASEAN PRACTITIONERS WORKSHOP ON CRIMINAL JUSTICE RESPONSES TO TRAFFICKING IN PERSONS: PROGRESS REPORT AND PRACTITIONER GUIDELINES ระหว่างวันที่ 22 -24 พ.ค. 2561 ณ โรงแรม คอนราด ฮิลล์ตัน กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก H.E. Mr. Paul Robilliard เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด การประชุมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลออสเตรเลียผ่านโครงการออสเตรเลีย-เอเชีย เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (AAPTIP)

พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ เปิดเผยว่า การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมที่มักจะเกิดขึ้นในลักษณะอาชญากรรมข้ามชาติ และรูปแบบการค้ามนุษย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะข้ามชาติมากยิ่งขึ้นในกลุ่มประเทศอาเชียน ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบโต้อาชญากรรมดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและประสานงานของหน่วยงานยุติธรรมอาญามากยิ่งขึ้น โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและบุคลากรจากกระบวนการยุติธรรมที่ต้องทำงานร่วมกันจาก 10 ประเทศอาเซียน พร้อมผู้สังเกตการณ์และผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศออสเตรเลียรวมจำนวนกว่า 50 ท่าน โดยวัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้เพื่อ
1. ทบทวนและสรุปการจัดทำรายงานความคืบหน้าการตอบสนองกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อการค้ามนุษย์ในกลุ่มประเทศอาเซียน (PROGRESS REPORT ON CRIMINAL JUSTICE RESPONSES TO TRAFFICKING IN PERSONS IN THE ASEAN REGION) และ
2. ทบทวนและสรุปการจัดทำแนวทางเพื่อผู้ปฏิบัติงานของอาเซียน (ASEAN Practitioner Guidelines)ในการตอบสนองกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อการค้ามนุษย์
ผลลัพท์และความคาดหวังของการประชุมในครั้งนี้ เพื่อที่จะนำร่างคู่มือรายงานความคืบหน้าฯและแนวทางเพื่อผู้ปฏิบัติงานของอาเซียนฯ เสนอต่อการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (SOMTC) เพื่อพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนในการนำไปใช้ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป