นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในงานสัมมนา หัวข้อรัฐธรรมนูญปราบโกงจะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่ โดยกล่าวถึงการปลุกกระแสให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แข่งกับ คสช. ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กังวลว่าใครจะแข่งขัน หรือจับมือกับใคร แต่ดูว่าจะกำหนดทิศทางประเทศชาติอย่างไรในยุคใหม่ ซึ่งเรื่องนี้นายชวน ได้ยืนยันมาตลอดว่า ไม่สนใจที่จะนำพรรค และยังเคยพูดเล่นว่า จะเทียบเคียงกับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ ต้องรอเวลาอีก 12 ปี ซึ่งนายชวนก็ไม่ได้สนใจในการที่จะมานำพรรคในขณะนี้ เพราะท่านยังทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน และทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของพรรคที่ให้คำปรึกษาคนในพรรค

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะเชิญพรรคการเมืองร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการกำหนดวันเลือกตั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายน‬นี้ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับคำเชิญไปร่วมประชุม ทางพรรคไม่มีปัญหา เพราะมีประเด็นที่จะไปอภิปรายให้ คสช. ทราบถึงปัญหา ที่เกิดจากการกฎระเบียบต่างๆ ที่ คสช. ออกมาโดยไม่มีเหตุผล และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)หลายฉบับ ‪ในวันที่ 23พฤษภาคม‬นี้ ก็จะเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เกี่ยวกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญนั้น คสช.ได้ขอขยายเวลาชี้แจง ดังนั้นในวันที่ 23 พ. ค. ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะวินิจฉัยได้เฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ส่วนการขอขยายเวลาของ คสช.เป็นการยื้อเวลาหรือไม่ ไม่ทราบ ต้องถาม คสช. เอง แต่ตนก็แปลกใจที่คสช.เป็นผู้ออกกฎหมายน่าจะมีความพร้อม แต่ในช่วงที่ยังไม่มีคำชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังประเมินการครบรอบ 4 ปี คสช.ว่า ผลงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรมคือเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่รัฐบาลยังไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ โดยเฉพาะข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ชี้ว่า รายได้ของคนจน 80% ไม่ขยับขึ้น แต่ไปกองอยู่กับคนส่วนน้อย 20%เช่นเดียวกับ การปฏิรูปประเทศที่ยังไม่คืบหน้าเพราะเสียเวลาไปกับการทำงานของ สปช.และ สปท. ที่ีไม่มีอำนาจเต็มในการปฏิรูป ทำให้ไม่เห็นผลแม้จะใช้เวลามา 4 ปี โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ที่เพี่งจะจริงจังในคณะของนายมีชัย ฤชุพันธ์ เช่นเดียวกับ การปฏิรูปประเทศที่ยังไม่คืบหน้า เพราะเสียเวลาไปกับการทำงานของ สปช.และ สปท.ที่ไม่มีอำนาจเต็มในการปฏิรูป ทำให้ไม่เห็นผล