
วันมี่ 3 เมษายน 2565 มีรายงานว่า พล.ต.ท.กรชัย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ลงนามในคำสั่งบช.สอท.ที่ 50/2565 ลงวันที่ 2 เม.ย.2565 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ใจความระบุว่า ด้วย ว่าที่ พ.ต.ต.คม รอดเภา สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 รับเงินเดือน ระดับ ส.2 ขั้น 23.5 อัตราเงินเดือน 32,450 บาทและ ส.ต.ท.อภิสิทธิ์ ฉาสันเทียะ ผู้บังคับหมู่ กลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี รับเงินเดือน ระดับ ป.1 ขั้น 23.5 อัตราเงินเดือน 14,810 บาท มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยต้องหาคดีอาญาในความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพใน ร่างกาย และร่วมกันกรรโชก” ตามเลขคดีอาญาของ สน.บางนา ที่ 272/2565

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 14.40 – 23.30 น. มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 15 คน ร่วมกันรีดเอาทรัพย์สินจาก น.ส.กาญจนาภรณ์ ช่วงกรุด และนายธวัชชัย สร้อยทอง ผู้เสียหาย เป็นเงิน จำนวน 400,000 บาท พร้อมพระเครื่อง จำนวน 1 องค์ ราคา 650,000 บาท ต่อมาปรากฎพยานหลักฐานวเป็น ว่าที่ พ.ต.ต.คม รอดเภา และ ส.ต.ต.อภิสิทธิ์ ฉาสันเทียะ และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากกรรมทางเทคโนโลยี ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว จึงมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3 (1) โดยมีกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ และพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ อีกทั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายต่อทางราชการ และการสอบสวนพิจารณาจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้ว่าที่ พ.ต.ต.คม และ ส.ต.ท.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิฉัยคำร้องทุกข์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ เข้ามาตรวจค้นตัวและข่มขู่ผู้เสียหายเพื่อเรียกเอาทรัพย์สินนั้น ต่อมาในวันที่ 2 เม.ย.65 พนักงานสอบสวน สน.บางนา ได้แจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการตำรวจสังกัด บช.สอท. จำนวน 2 ราย ในฐานความผิด ร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จากนั้นในวันเดียวกันนี้ (2 เม.ย.65) พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา จำนวน 1 รายไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังไว้ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดพร้อมยื่นเรื่องขอคัดค้านการประกันตัว โดยศาลได้อนุมัติตามคำร้องและไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวในชั้นศาล เพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาให้กับประชาชน โดยผู้ต้องหาอีก 1 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย จากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำตัวไปฝากขังต่อศาลในวันที่ 4 เม.ย.65 ในส่วนของผู้ต้องหารายอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเจ้าหน้าที่จะเร่งรัดทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ได้รับรายงานเพิ่มเติมจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ว่าทาง บช.สอท. ได้มีคำสั่งให้ข้าราชตำรวจในส่วนของ บช.สอท. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดดังกล่าวจำนวน 2 ราย ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยต้องหาคดีอาญา
“ในประเด็นดังกล่าวนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจในหน่วยงานที่ถูกพาดพิง ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเร่งรัดทำความจริงให้ปรากฎแก่สังคม รวมถึงขยายผลให้ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดให้กวดขันดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้กระทำผิดในลักษณะนี้อีก”

