เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2564 ที่ สน. ทุ่งสองห้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. ได้ร่วมกันแถลงข่าว

โดย พล.ต.อ.รอย กล่าวว่า จากกรณีปรากฏข่าวทางสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ต่างๆ ว่า มีคนไทยถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานผิดกฎหมายในเมืองพระสีหนุ ประเทศกัมพูชา และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยราชการไทยให้ช่วยเหลือเดินทางกลับประเทศไทย ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ตามที่ทราบแล้วนั้น ซึ่งจากกรณีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการให้การช่วยเหลือเหยื่อคนไทยให้ได้กลับประเทศเป็นการเร่งด่วน และทำการปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันยคนร้ายหรืออาชญากรได้ถือโอกาสที่คนได้รับผลกระทบจากปัญหาในช่วงไวรัสโควิด-19 สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยการหลอกลวงให้ไปใช้แรงงาน ทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นภัยต่อประเทศ ในการนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) จึงได้ทำหน้าที่สืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมในรูปแบบดังกล่าวอย่างจริงจัง

ด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.รอย ได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว โดยตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย หัวหน้าชุดปฏิบัติการสืบสวน พร้อมพวก ทำการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานในกรณีดังกล่าว จนสามารถออกหมายจับเครือข่ายผู้กระทำความผิดได้ทั้งหมด 10 ราย ประกอบด้วยผู้ต้องหาชาวจีนจำนวน 4 ราย, ผู้ต้องหาชาวกัมพูชาจำนวน 4 ราย และผู้ต้องหาชาวไทยจำนวน 2 รายต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2564 ชุดปฏิบัติการสืบสวน ศพดส.ตร. ได้ทำการจับกุม สองผู้ต้องหาชาวไทยที่ได้ถูกออกหมายจับจากกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย

1.) น.ส.อุบลรัตน์ พุฒิไพรสกุล อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1701/2564 ลงวันที่ 19 ต.ค.64

2.) น.ส.เทียนฟ่ง แซ่หลี่ อายุ 28 ปีผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1702/2564 ลงวันที่ 19 ต.ค.64 โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองได้ในพื้นที่ สภ.ฝาง และสภ.เวียงแหง จว.เชียงใหม่ จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปคม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศพดส.ตร. ได้ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือเหยื่อคนไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางเอกสารเพื่อขอรับตัวเหยื่อคนไทยกลับประเทศไทยต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีกรณีที่ทางการมาเลเซีย โดยสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้มีคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ร้องขอให้ทางการไทยส่งตัวบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 9 รายเป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนย้ายแรงงานโดยผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย ต่อมา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดของไทย ได้ยื่นคำร้องขอหมายจับบุคคลทั้ง 9 รายตามคำร้องขอของทางการมาเลเซีย เพื่อดำเนินการจับกุมและส่งตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายในประเทศมาเลเซียต่อไปนั้น

จากกรณีดังกล่าว ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย ดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ชุดปฏิบัติการสืบสวน ศพดส.ตร. ได้ทำการจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับจากกรณีดังกล่าวได้จำนวน 1 ราย ประกอบด้วย1 ) นายเจ๊ะปา ลาปีดี อายุ 54 ปีบุคคลตามหมายจับของศาลอาญาที่ 232/2564 ลงวันที่ 16 มิ.ย.64

โดยผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ทางการมาเลเซียต้องการตัวเพื่อกลับไปดำเนินคดีในฐานความผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าแรงงานต่างชาติ ตามที่ศาลกางาร์ รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ได้ดำเนินการออกหมายจับไว้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.59 จากเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 9 รายได้กระทำความผิดดังกล่าวไว้เมื่อปี 2558 ซึ่งมีการลักลอบขนย้ายแรงงานชาวโรฮิงญาเข้ามาควบคุมไว้ ที่พักชั่วคราวในเขตวังเกลียน รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย โดยแรงงานชาวโรฮิงญาเหล่านี้ถูกทารุณกรรมด้วยการเฆี่ยนตี จนบางรายถึงแก่ความตาย โดยทางการมาเลเซียได้มีการตรวจพบหลุมศพห่างจากบริเวณที่พักชั่วคราวดังกล่าวเพียง 100 เมตร จำนวนมากถึง 30 หลุม ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นหลุมที่ถูกใช้ในการฝังศพของผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่เสียชีวิตที่นี่ หลังเกิดเหตุ ทางการมาเลเซียได้รับรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้ง 9 รายได้หลบหนีการจับกุมเข้ามาในประเทศไทย จึงได้มีการประสานขอความร่วมมือให้ทางการไทยส่งตัวผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยหลังจากนี้จะได้ดำเนินการประสานงานกับทางการมาเลเซียเพื่อดำเนินตามกฎหมายต่อไป