ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวการใช้คดีความเป็นเงื่อนไขต่อรองเพื่อดึงดูดให้ ส.ส. มาร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คิดว่าเขาเป็นกังวลต่อคดีที่มีอยู่มากกว่า แต่ต้องไปต่อสู้กันในศาล กระบวนการทางกฎหมายนั้นเดินไปแล้ว ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม คงไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และจะยังอยู่ในกระบวนการอีกหลายปี รัฐบาลสั่งเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เพราะอาจเป็นปัญหาขึ้นมา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีชื่อว่ารัฐบาลเข้าไปพูดคุยด้วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพล นายปณิธาน กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ารัฐบาลไปพูดคุยอะไรแต่ถ้าพูดถึงเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลทำอยู่ในทั่วทุกภาคของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเข้าไปร่วมทำงานกับคนในพื้นที่ ซึ่งผู้ที่รู้เรื่องในพื้นที่ดีที่สุดคือผู้ที่ทำงานการเมืองในพื้นที่นั้นๆอยู่แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญว่าทำไมรัฐบาลต้องนำผู้ที่ทำงานการเมืองในพื้นที่นั้นๆมาช่วยดูโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนพื้นเพ ประวัติ ความเป็นมาของคนเหล่านั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว แต่ตรงนั้นก็เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต

เมื่อถามว่า แล้วทำไมจึงไม่ดึงคนเหล่านั้นเข้ามาช่วยตั้งแต่แรกเริ่มโครงการ แต่กลับมาดึงในช่วงนี้ที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น นายปณิธาน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่มีการพิจารณากฎหมาย ถ้าดึงมาช่วงนั้นอาจมีคำถามตามมาว่าเข้ามาเพื่อกำหนดโครงสร้างอะไรหรือไม่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว เหลือขั้นตอนที่จะนำทุกอย่างไปสู่ชาวบ้านเพื่อพิจารณาว่าผลกระทบจริงๆ ถ้าไม่ให้เขามีภาระหน้าที่มีตำแหน่ง เขาอาจจะไม่ค่อยทำก็ได้ เพราะบางคนมองว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาโดยตรง

เมื่อถามว่า ต้องมีกลุ่มเข้ามาช่วยงานรัฐบาลในพื้นที่อื่นๆ อีกหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ต้องถามนายกฯ เพราะท่านมีแผนว่าเมื่อทำอีอีซีแล้วจะขึ้นไปทำภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก จะมีที่ จ.สระแก้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า ขณะนี้เกิดการตั้งคำถามว่าคสช.เองกำลังจะเปลี่ยนบทบาทจากกรรมการ มาเป็นผู้เล่นเสียเองแล้วแผนการสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นเพื่ออะไร นายปณิธาน กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าคสช.จะเป็นผู้เล่นแบบไหน แต่คสช.ยังต้องทำงานด้านความมั่นคง ต้องดูแลพื้นที่ สร้างความปลอดภัยให้กับทุกคน และทุกพรรคการเมือง โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทุกพรรคต้องมีความปลอดภัยและสามารถหาเสียงได้ทุกพื้นที่ ส่วนใครจะสนับสนุนคสช.ในทางการเมืองก็ว่ากันไปตามระบบทางการเมือง ตนคิดว่าการตั้งข้อสังเกตหรือวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้ายิ่งมีความโปร่งใสมากแค่ไหน ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาจะมีความชอบธรรมมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องรักษาบรรยากาศการตรวจสอบเอาไว้พร้อมกับรับฟังความคิดเห็น และตนคิดว่าคนไทยเข้าใจธรรมชาติทางการเมือง